<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>รีวิวหนังสือ &#8211; Book Intelligent</title>
	<atom:link href="https://www.bookintelligent.com/category/book-review/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.bookintelligent.com</link>
	<description>ความรู้คือโอกาสในการสร้างความร่ำรวย</description>
	<lastBuildDate>Wed, 14 Dec 2022 01:14:28 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2021/04/cropped-Logo-32x32.jpg</url>
	<title>รีวิวหนังสือ &#8211; Book Intelligent</title>
	<link>https://www.bookintelligent.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
<site xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">197878750</site>	<item>
		<title>[สรุป+รีวิวหนังสือ] วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &#038; Influence People)</title>
		<link>https://www.bookintelligent.com/how-to-win-friends-influence-people/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[kookguu]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 06 Nov 2022 08:46:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[How to win friends & influence people]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bookintelligent.com/?p=1586</guid>

					<description><![CDATA[ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &#38; Influence People) มาเล่าให้ฟังกันนะครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ เห็นใน Best Seller มานานแล้วแต่ยังไม่ได้ซื้อมาอ่าน จนกระทั่งได้ไปจับฉลากวันปีใหม่และจับได้เล่มนี้มา จึงได้เริ่มมาลองอ่านดูเป็นหนังสือที่ดีมากๆเล่มนึงในเรื่องของ How to และสมกับเป็นตำนานหรือแม่แบบของหนังสือเล่มอื่นๆตามมาครับ หนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &#38; Influence People) นี้มีจำนวนหน้าทั้งหมด 350 หน้า แต่งโดยคุณเดล คาร์เนกี้ ซึ่งเป็นต้นฉบับของครูที่สอน How to ล้วนเรียนมาจากคุณเดล คาร์เนกี้ทั้งนั้น แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เคยได้เรียนกับเขามาแล้ว  หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวเกี่ยวกับจิตวิทยานะครับ ซึ่งทำให้คุณสามารถสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีเทคนิคในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่น การปฏิบัติทำให้ผู้อื่นชอบคุณ วิธีการกระทำโน้มน้าวผู้อื่น การใช้ชีวิตการทำงาน การอยู่ร่วมกับครอบครัว การใช้ชีวิตคู่ เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เขียนมาค่อนข้างนานแล้ว การยกตัวอย่างในหนังสืออาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่หัวใจหลักของการปฏิบัติเข้าหาผู้อื่นยังมีแก่นแท้ที่เหมือนเดิม ซึ่งเราสามารถนำความรู้เหล่านี้มาปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันนะครับ  #ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้? 1.หนังสือเล่นนี้ทำให้คุณสามารถเข้ากับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น  &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.bookintelligent.com/how-to-win-friends-influence-people/"> <span class="screen-reader-text">[สรุป+รีวิวหนังสือ] วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &#038; Influence People)</span> Read More &#187;</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &amp; Influence People) มาเล่าให้ฟังกันนะครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ เห็นใน Best Seller มานานแล้วแต่ยังไม่ได้ซื้อมาอ่าน จนกระทั่งได้ไปจับฉลากวันปีใหม่และจับได้เล่มนี้มา จึงได้เริ่มมาลองอ่านดูเป็นหนังสือที่ดีมากๆเล่มนึงในเรื่องของ How to และสมกับเป็นตำนานหรือแม่แบบของหนังสือเล่มอื่นๆตามมาครับ</span><span id="more-1586"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &amp; Influence People) นี้มีจำนวนหน้าทั้งหมด 350 หน้า แต่งโดยคุณเดล คาร์เนกี้ ซึ่งเป็นต้นฉบับของครูที่สอน How to ล้วนเรียนมาจากคุณเดล คาร์เนกี้ทั้งนั้น แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เคยได้เรียนกับเขามาแล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวเกี่ยวกับจิตวิทยานะครับ ซึ่งทำให้คุณสามารถสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีเทคนิคในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้อื่น การปฏิบัติทำให้ผู้อื่นชอบคุณ วิธีการกระทำโน้มน้าวผู้อื่น การใช้ชีวิตการทำงาน การอยู่ร่วมกับครอบครัว การใช้ชีวิตคู่</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เขียนมาค่อนข้างนานแล้ว การยกตัวอย่างในหนังสืออาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่หัวใจหลักของการปฏิบัติเข้าหาผู้อื่นยังมีแก่นแท้ที่เหมือนเดิม ซึ่งเราสามารถนำความรู้เหล่านี้มาปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันนะครับ </span></p>
<h1><b>#ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้?</b></h1>
<p><b>1.หนังสือเล่นนี้ทำให้คุณสามารถเข้ากับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ได้กล่าวไปนะครับ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวคุณนั้นเป็นคนไม่ค่อยเข้าสังคม หรืออยากรู้จักกับคนอื่นให้มากขึ้น อย่าให้คนอื่นนั้นมาชอบคุณ ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูครับแล้วจะทำให้คุณมีเพื่อนมากขึ้นและมีคนมาชอบคุณได้มากขึ้นอย่างแน่นอน </span></p>
<p><b>2.เป็นต้นฉบับความรู้ในการปฏิบัติต่อผู้อื่น </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณเดล คาเนกี้เป็นอาจารย์สายพัฒนาตนเองในยุคแรกแรกปี 19 ซึ่งหลายๆคนต้องมาเรียนจากเขา ดังนั้นถ้าเราได้เรียนวิชาความรู้จากอาจารย์ในยุคแรกแล้วนำความรู้ไปปฏิบัติก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ </span></p>
<p><b>3.ทำให้คุณเป็นเจ้านาย ผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การที่คุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารระดับสูงในองค์กรนั้น แน่นอนครับคุณจะต้องมีลูกน้องที่อยู่ภายใต้การดูแลของคุณหลายสิบหลายร้อยคน ดังนั้นการที่ทำให้พวกเขานั้นเชื่อฟังคุณ และยอมปฏิบัติตามคำสั่งเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น คุณต้องมีทักษะในการโน้มน้าวเพื่อให้พวกเขาทำตาม ในหนังสือเล่มนี้มีวิธีการเหล่านั้นให้คุณได้เรียนรู้ครับ </span></p>
<p><b>4.ชีวิตครอบครัวและชีวิตรักคุณจะราบรื่น </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เคยได้ยินไหมครับว่าทำให้เมียรักคุณแล้วคุณจะเจริญ ครอบครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ ถ้าหากครอบครัวของคุณนั้นมีความอบอุ่น รักใคร่กัน มันก็จะส่งผลให้คุณนั้นสามารถทำงานหาเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ไม่ต้องมาห่วงหน้าพะวงหลัง และหนังสือเล่มนี้มีคำตอบครับ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1><b>#สรุปหนังสือวิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &amp; Influence People)</b></h1>
<h2><b>1.พื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติต่อผู้คน</b></h2>
<p><b>1.1) อย่าแก้ปัญหาด้วยการตำหนิ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แทนที่จะตำหนิโทษผู้อื่น ทางที่ดีเราควรจะพยายามเห็นใจคนเหล่านั้น เราจงมาค้นหาความจริงว่าทำไมพวกเขาถึงได้กระทำลงไปอย่างที่เขาได้กระทำ เราควรจะคิดวิเคราะห์ให้ดีก่อนว่าคนคนนั้นพูดหรือทำแบบนั้นทำไม</span></p>
<p><b>1.2)ทำให้เขารู้สึกเป็นคนสำคัญโดยการชมเขาอย่างจริงใจ </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองเลิกคิดถึงตัวเองความต้องการนู่นนี่ของตัวเราแล้วเราจงมาคิดถึงความปรารถนาดีของผู้อื่นบ้าง ให้ลองยกย่องสรรเสริญผู้อื่นด้วยความจริงใจ คำพูดของเรานั้นจะฝังอยู่ในความจำและเป็นสมบัติอันล้ำค่าของผู้ที่เราได้กล่าวชม แล้วเขาจะรู้สึกชอบคุณมากขึ้น</span></p>
<p><b>1.3)พูดในสิ่งที่เขาต้องการ แทนสิ่งที่เราต้องการ</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้ลองพูดในสิ่งที่เขาต้องการแทนสิ่งที่เราต้องการ แทนที่เราจะไปสั่งให้เขาทำอย่างนู้นอย่างนี้ ให้กลับมาลองให้เหตุผลว่าถ้าหากเขาทำอย่างนู้นอย่างนี้เขาจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>2. 6 วิธีที่ทำให้ผู้อื่นชอบคุณ</b></h2>
<p>2.1)จงเอาใจใส่อย่างแท้จริงแก่ผู้อื่น</p>
<p>2.2)ยิ้ม</p>
<p>2.3)จงจำชื่อคน และเรียกชื่อเขา</p>
<p>2.4)จงเป็นนักฟังที่ดี จงสนับสนุนให้อีกฝ่ายหนึ่งคุยถึงเรื่องของเขา</p>
<p>2.5)สนทนาในเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งสนใจ</p>
<p>2.6)จงชมด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>3.สรุปวิธี 12 ประการ เพื่อชักจูงผู้อื่น</b></h2>
<p>3.1)วิธีการระงับโต้แย้งดีที่สุด คือการหลีกเลี่ยงมันเสีย</p>
<p>3.2)จงเคารพความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าบอกผู้ใดว่าเขาผิดเป็นอันขาด</p>
<p>3.3)ถ้าท่านผิด จงรับผิดโดยอย่าได้รอช้า</p>
<p>3.4)เริ่มด้วยการชมเขาเสียก่อน</p>
<p>3.5)จงทำให้อีกฝ่ายตอบรับคำว่า ครับ ใช่ ถูก ในทันที่เมื่อเริ่มสนทนา</p>
<p>3.6)จงปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นผู้พูดส่วนมาก</p>
<p>3.7)จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าความคิดเป็นของเขา</p>
<p>3.8)จงพยายามมองสิ่งต่างๆในแง่คิดเห็นอีกฝ่ายหนึ่ง</p>
<p>3.9)จงเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกนึกคิดและความปรารถนาของอีกฝ่ายหนึ่ง</p>
<p>3.12)จงขอร้องด้วยการพูดให้รู้สึกว่าเป็นเจตนาอันดีงามกว่าเดิม</p>
<p>3.11)จงแสดงความคิดของท่านให้เป็นที่เร้าใจ</p>
<p>3.12)จงพูดท้าทาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>4.วิธีชนะใจผู้อื่น และจูงใจเขาไปตามแนวคิดของเรา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">4.1)คุณไม่สามารถชนะการโต้เถียงได้ วิธีที่ทำให้ได้ผลลัพท์​จากข้อโต้แย้งดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการถกเถียงกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.2)อย่าตัดสินคนอื่นว่าผิด อย่าบอกกับเขาว่าเขาผิดแบบตรงๆ ไม่มีใครชอบให้คนอื่นตัดสินว่าเขาผิด ลองคิดในมุมมองของเขา ว่าทำไมเขาคิดแบบนั้น ลองพูดแบบอ้อมค้อมเพื่อเปลี่ยนความคิดเขาแทน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.3)ถ้าคุณรู้ว่าผิด รีบยอมรับมันซะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.4)แน่นอนว่าเวลาเจอปัญหาหรือสิ่งที่ไม่ถูกใจ เรามักจะหัวเสียและอยากจะระบายด้วยการแสดงอารมณ์​เสียใส่คนที่ก่อปัญหานั้น แต่ผลที่ได้รับจากการโวยวายไม่เคยดีหรอก ลองเปลี่ยนการเริ่มต้นด้วยการพูดคุยโดยใจเย็น คุณอาจจะได้ผลลัพธ์มากกว่าที่คุณคิดไว้โดยที่ไม่ต้องร้องขอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.5)สนทนา​ในแบบที่ให้เขาเห็นด้วยกับคุณแล้วเริ่มพูดว่า “ใช่ๆ” ถ้าเขาเริ่มพูดว่าใช่ เขาจะเริ่มเห็นด้วยกับบทสนทนา​ที่ตามมา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.6)ปล่อยให้คนที่เราสนทนา​ด้วยได้พูดได้เล่าความคิดของเขา เราควรจะพูดเรื่องตัวเองให้น้อยลง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.7)ทำให้คนอื่นรู้สึกว่านั่นเป็นไอเดียของเขา ให้เขารู้สึกว่าอำนาจในการตัดสินใจอยุ่ที่เขา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองมองจากมุมมองของฝ่ายตรงข้ามด้วยความตั้งใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.8)คนเราต้องการความรู้สึกสงสารจากผู้อื่น จงแสดงความสงสาร และเราสามารถชักจูงผู้อื่นได้โดยแสดงความสงสารเช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.9)คนทุกคนมักจะหาเหตุผลให้ตัวเองรู้สึกภูมิใจ หาเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจถ้าเขาได้ทำในสิ่งนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.10)นำเสนอไอเดียของคุณให้มันน่าสนใจ มีความเวอร์​วัง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">4.11)ใส่ความท้าทายเข้าไปในเหตุผล ให้มันรู้สึก challenging ในงานๆนั้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>5.วิธีเปลี่ยนคนอื่นโดยไม่ให้เขารู้สึกขุ่นเคืองใจ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">5.1)ถ้าคุณอยากจะติคนอื่นจริงๆ ให้เริ่มด้วยคำชมก่อน ชมในสิ่งที่เขาทำได้ดีแล้วค่อยพูดถึงสิ่งที่คุณคิดว่าไม่ดีพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.2)พูดถึงความผิดของคนอื่นหรือสิ่งที่เราไม่ชอบ “ในทางอ้อม”</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.3)ยกตัวอย่างความผิดของตัวเองก่อนที่จะเริ่มพูดถึงความผิดของคนอื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.4)ไม่มีใครชอบได้รับคำสั่ง แทนการสั่ง ลองตั้งคำถามแทน เช่น ว่าเราทำแบบนี้ดีไหม คุณคิดเห็นยังไง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.5)อย่าทำให้เขาขายขี้หน้า</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.6)จงชมเชยเมื่อเห็นการพัฒนา​/ปรับปรุง แม้มันจะเล็กน้อยแค่ใหน และชมเชยทุกครั้งที่เห็นการพัฒนา​/ปรับปรุง แต่สำคัญ​ที่สุด ทุกคำชมเชยนี้ต้องจริงใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.7)ลองยกย่องเขา แล้วเขาจะภูมิใจและพยายามรักษา​คำยกย่องนั้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.8)ถ้าอยากให้คนอื่นเก่งขึ้น จงให้กำลังใจเขา และทำให้เขารู้สึกว่าความผิดพลาดแก้ไขได้ ไม่ยาก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5.9)ทำให้เขารู้สึกมีความสุขในงานที่ถูกสั่งให้ทำ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>6.วิธีการปฎิบัติ 7 ประการเพื่อทำให้ชีวิตในครอบครัวของท่านมีความสุขยิ่งขึ้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">6.1)อย่าเป็นคนจู้จี้เอาเรื่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.2)อย่าพยายามเป็นเจ้าหัวใจคู่แต่งงานของท่าน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.3)อย่าตำหนิติเตียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.4)จงให้คำยกย่องสรรเสริญด้วยสุจริตใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.5)จงเอาใจใส่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.6)จงมีกริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.7)จงอ่านหนังสือดีๆเกี่ยวกับกามารมณ์ในการแต่งงาน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็จบไปแล้วนะครับ สำหรับสรุป รีวิววิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends &amp; Influence People) อันนี้จะเป็นสรุปแบบอ่านเน้นเฉพาะหัวข้อหลักๆมานะครับซึ่งในแต่ละละครในหนังสือจะมีการชี้แจงถึงรายละเอียดตัวอย่างต่างๆซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ แต่อย่างน้อยเราก็จะได้เห็น Concept ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้นะครับ </span></p>
<p><a href="https://click.accesstrade.in.th/go/z6S1bseN" target="_blank" rel="noopener">สามารถซื้อหนังสือได้ที่ลิงค์นี้</a></p>
<hr />
<p><strong>แนะนำบทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/richdad-poordad/">[สรุป+ไอเดีย] การเงินของ พ่อรวยสอนลูก</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/passive-income-salaryman/">สร้าง Passive Income สไตล์มนุษย์เงินเดือน [ฉบับละเอียด]</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/saving-100k/">[แชร์เทคนิค+How to] เริ่มต้นทำงาน ออมเก็บเงินอย่างไรให้ได้ 100,000 บาท ไวๆ</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/rich-ebook/">E-Book แนะนำ เส้นทางสู่เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1586</post-id>	</item>
		<item>
		<title>[สรุป+รีวิวหนังสือ] 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน (13 Things Mentally Strong People Don&#8217;t Do)</title>
		<link>https://www.bookintelligent.com/13-things-mentally-strong-people-dont-do/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[kookguu]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2022 14:49:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bookintelligent.com/?p=1495</guid>

					<description><![CDATA[ในบทความนี้ผมจะสรุป 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน (13 Things Mentally Strong People Don&#8217;t Do)  มาเล่าให้ฟังนะครับ ต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมอ่านตั้งแต่ยังไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย และลองอ่านดูก็รู้สึกว่ามีคุณค่ามากๆครับเพราะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้  ในปัจจุบันนั้นโลกที่คนเราเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆก็คือ “โรคซึมเศร้า” บางคนนั้นเมื่อดูภายนอกแล้วเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ มีหน้าที่การงานมั่นคง มีชีวิตรักที่ราบรื่น หรือมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงแล้วในใจลึกๆนั้นมีความทุกข์ในด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การพยายามใส่ใจคนอื่นมากเกินไปจนตัวเองนั้นต้องเป็นทุกข์ การติดอยู่กับความทรงจำแย่ๆที่เกิดขึ้นในอดีตจนไม่มีความสุขเลยในปัจจุบัน การกลัวความผิดพลาดมากเกินจนไม่ลงมือทำ และอื่นๆที่ทำให้เราไม่มีความสุขในชีวิต แต่คุณรู้ไหมครับทุกปัญหานั้นย่อมมีทางออก  หนังสือ 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน (13 Things Mentally Strong People Don&#8217;t Do) จำนวน 300 หน้า แต่งโดยคุณ Amy Morin ซึ่งเป็นนักจิตบำบัดจะอธิบายให้เห็นถึงต้นเหตุของปัญหา โดยใช้หลักจิตวิทยาและการแก้ไขให้ถูกจุด ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะต้องใช้ความเข้มแข็งภายในจิตใจของคุณเอง ทำการเปลี่ยนมุมมอง ปรับพฤติกรรม และลงมือทำ เราจะทำให้คุณนั้นกลับมาเป็นตัวคุณและมีความสุขในชีวิตครับ  ทำไมถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้? ถ้าหากคุณอยากเป็นคนที่มีความสุขในชีวิตและเป็นตัวของตัวเอง เล่มนี้คุ้มค่าที่จะอ่านครับ  เป็นหนังสือที่สะท้อนความคิดออกมาเป็น 13 &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.bookintelligent.com/13-things-mentally-strong-people-dont-do/"> <span class="screen-reader-text">[สรุป+รีวิวหนังสือ] 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน (13 Things Mentally Strong People Don&#8217;t Do)</span> Read More &#187;</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ผมจะสรุป 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน (13 Things Mentally Strong People Don&#8217;t Do)  มาเล่าให้ฟังนะครับ ต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมอ่านตั้งแต่ยังไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย และลองอ่านดูก็รู้สึกว่ามีคุณค่ามากๆครับเพราะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ </span><span id="more-1495"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันนั้นโลกที่คนเราเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆก็คือ </span><b>“โรคซึมเศร้า”</b><span style="font-weight: 400;"> บางคนนั้นเมื่อดูภายนอกแล้วเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ มีหน้าที่การงานมั่นคง มีชีวิตรักที่ราบรื่น หรือมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงแล้วในใจลึกๆนั้นมีความทุกข์ในด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การพยายามใส่ใจคนอื่นมากเกินไปจนตัวเองนั้นต้องเป็นทุกข์ การติดอยู่กับความทรงจำแย่ๆที่เกิดขึ้นในอดีตจนไม่มีความสุขเลยในปัจจุบัน การกลัวความผิดพลาดมากเกินจนไม่ลงมือทำ และอื่นๆที่ทำให้เราไม่มีความสุขในชีวิต แต่คุณรู้ไหมครับทุกปัญหานั้นย่อมมีทางออก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน (13 Things Mentally Strong People Don&#8217;t Do) จำนวน 300 หน้า แต่งโดยคุณ Amy Morin ซึ่งเป็นนักจิตบำบัดจะอธิบายให้เห็นถึงต้นเหตุของปัญหา โดยใช้หลักจิตวิทยาและการแก้ไขให้ถูกจุด ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะต้องใช้ความเข้มแข็งภายในจิตใจของคุณเอง ทำการเปลี่ยนมุมมอง ปรับพฤติกรรม และลงมือทำ เราจะทำให้คุณนั้นกลับมาเป็นตัวคุณและมีความสุขในชีวิตครับ </span></p>
<h1><b>ทำไมถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้?</b></h1>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากคุณอยากเป็นคนที่มีความสุขในชีวิตและเป็นตัวของตัวเอง เล่มนี้คุ้มค่าที่จะอ่านครับ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป็นหนังสือที่สะท้อนความคิดออกมาเป็น 13 บทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำให้คุณย่อยได้ค่อนข้างง่าย </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป็นหนังสือที่สามารถนำเนื้อหาไปใช้ในการดำรงชีวิตได้ตลอดชีวิต</span></li>
</ul>
<h1><b>สรุปเนื้อหาของ 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน</b></h1>
<h2><b>1.เป็นคนเข้มแข็งจะไม่เสียเวลามารู้สึกเศร้าหรือเวทนาเรื่องของตัวเอง (Waste time feeling sorry for themselves)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มันเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์นะครับที่เราจะต้องมารู้สึกเศร้าหรือเวทนาเรื่องของตัวเอง เพราะนอกจากจะทำให้ชีวิตเราไม่ได้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดอารมณ์เชิงลบด้วย อีกทั้งยังทำลายความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น หลักการในการต่อสู้กับเรื่องเวทนาของตัวเองนั้นคือ ให้มองในสิ่งที่มีคุณค่าของตัวเองที่ยังมีอยู่ นั่นเองครับ </span></p>
<h2><b>2.เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะไม่ยอมมอบอำนาจการจัดการชีวิตของเขาให้กับคนอื่นอย่างเด็ดขาด (Give away their power)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาจะเชื่อว่าตัวเองนั้นเป็นคนลิขิตชะตาชีวิตของตัวเอง เพราะเขาจะทำงานหนักและยืนหยัดต่อสู้เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายของเขาที่ต้องการ </span></p>
<h2><b>3.เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ (Shy away from change)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกปัจจุบันนี้ทุกวันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พวกเขาจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นตามยุคสมัยทุกวัน </span></p>
<h2><b>4.เป็นคนเข้มแข็งจะไม่โฟกัสกับสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ (Focus on things they can’t control)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ แต่ในทางกลับกันพวกเขาจะนำเวลาที่มีอยู่นั้นไปทำในสิ่งที่พวกเขาสามารถควบคุมได้แทน </span></p>
<h2><b>5.เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่พยายามที่จะเอาใจทุกคน (Worry about pleasing everyone)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มันค่อนข้างเสียเวลานะครับที่คุณทำตัวเอาใจทุกคนให้ถูกใจ การเอาใจทุกคนนั้นมันเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ครับ ไม่มีใครหรอกที่จะทำตัวให้ถูกใจทุกคนได้ ถามมันมันยังทำให้คนสูญเสียพลังใจ ถูกชักจูงได้ง่าย การที่คุณไม่จำเป็นต้องแคร์ที่จะต้องเอาใจทุกคน จะทำให้ตัวคุณเองนั้นเข้มแข็งขึ้น และมั่นใจมากยิ่งขึ้นด้วย </span></p>
<h2><b>6.เป็นคนที่เข้มแข็งไม่กลัวความเสี่ยงที่ถูกคิดคำนวณไว้แล้ว (Fear taking calculated risks)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากเรามีความรู้ที่สามารถที่จะประเมินความเสี่ยงได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเจ็บตัวกับเรามากที่สุดเท่าไหร่ จะทำให้ความรู้สึกกลัวของเรานั้นลดลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำถามที่เวลาเราเจอความเสี่ยงยกตัวอย่างเช่น </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเกิดขึ้น (worst case scenario) เราจะเจออะไรจากเรื่องนี้บ้าง และเราจะลดความเสี่ยงในการเกิด worst case scenario ได้อย่างไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ถ้าได้ จะได้เท่าไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การที่จะสำเร็จได้ต้องการปัจจัยอะไรบ้าง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เรามีทางเลือกอะไรบ้าง</span></li>
</ul>
<h2><b>7.เป็นคนเข้มแข็งจะไม่มัวแต่มาครุ่นคิดเรื่องอดีต (Dwell on the past)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เพราะอดีตก็คืออดีตครับเมื่อผ่านมาแล้วเราก็ไม่สามารถทำอะไรกับอดีตได้ สิ่งที่เราทำได้อย่างเดียวก็คือเรียนรู้จักมันให้ได้มากที่สุดแล้วไปวางแผนจัดการอนาคตให้ดีกว่าเดิมครับ </span></p>
<h2><b>8.เป็นคนเข้มแข็งจะไม่ทำความผิดเดิมซ้ำไปซ้ำมาอีก (Make the same mistakes over and over)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อนี้ค่อนข้างสำคัญนะครับเพราะบางคนผิดแล้วผิดเหล้าผิดซ้ำซากแต่ไม่ยอมเรียนรู้กับความผิดที่เกิดขึ้นแบบเดิมๆ เราต้องทำการยอมรับความผิดนั้นและมีกระบวนการเรียนรู้เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความผิดซ้ำแบบเดิมอีกครั้งนะครับ </span></p>
<h2><b>9.เป็นคนเข้มแข็งจะไม่อิจฉาความสำเร็จของคนอื่น (Resent other people’s success)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เราอยู่ในลู่วิ่งของเรา อยู่บนทางเดินของตัวเราเองครับ ความอิจฉานั้นเป็นพลังงานลบที่จะทำให้เราบั่นทอนการโฟกัสสู่ความสำเร็จของตัวเราเอง </span></p>
<h2><b>10.เป็นคนเข้มแข็งจะไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวง่ายๆ (Give up after the first failure)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">กรุงโรมไม่ได้สร้างภายในวันเดียว ความสำเร็จก็เช่นกัน ก่อนที่จะประสบความสำเร็จนั้นเราจะต้องเจอความล้มเหลวบ่อยครั้ง มีคนที่สำเร็จมากมายบนโลกนี้ต่างเจอกับความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งสิ้น</span></p>
<h2><b>11.เป็นคนเข้มแข็งไม่กลัวการอยู่คนเดียว (Fear alone time)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆแล้วการที่เราได้อยู่กับตัวเองคนเดียวก็ดีเหมือนกันนะครับ มันเป็นโอกาสที่ทำให้สมองเราได้ลองคิดทบทวนตัวเอง ได้พัก ได้เติมพลัง ได้เอาเวลามาจัดเรียงสิ่งสำคัญต่างๆในชีวิตได้มากขึ้น </span></p>
<h2><b>12.เป็นคนที่จิตใจเข้มแข็งไม่คิดว่าโลกนี้หรือสังคมนี้ติดหนี้บุญคุณอะไรกับเขา (Feel the world owes them anything)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกใบนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อความยุติธรรมอยู่แล้วครับ ทุกคนตั้งแต่ก็ไม่ได้มีความร่ำรวย ฐานะเหมือนกันทุกคน บางคนอาจจะรวย บางคนอาจจะจน บางคนอาจจะพิการ และนั่นก็คือชีวิตที่เราอาจจะมีขึ้นๆลงๆได้ตามปกติ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งสำคัญก็คือคุณไม่ต้องสน ไม่ต้องแคร์ครับว่าโลกนี้หรือสังคมนี้มีบุญคุณอะไรกับคุณ ขอให้คุณโฟกัสกับการพัฒนาตัวเอง ความพยายามของตัวเอง ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และเดินหน้าทำชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด อย่าไปเสียเวลาเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครเพราะมันไม่มีประโยชน์และเสียเวลาอันมีค่าในการ “ใช้” ชีวิตของเรา</span></p>
<h2><b>13.เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งรู้ว่าของทุกอย่างต้องใช้เวลา (Expect immediate results)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณจะต้องมีความอดทนในการใช้เวลาสร้างความสำเร็จ คนที่อ่อนแอมักจะรอความสำเร็จไม่ไหว เป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ หยิบโหยง การที่คนจะประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่ง คุณจะต้องให้เวลากับมัน เรียนรู้ทักษะต่างๆ และพยายามพัฒนาให้งานนั้นดียิ่งขึ้นคุณถึงจะประสบความสำเร็จ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับหนังสือ 13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน (13 Things Mentally Strong People Don&#8217;t Do) หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับความรู้จากบทความนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ดียิ่งขึ้นนะครับ</span></p>
<p><a href="https://click.accesstrade.in.th/go/R7NyHtS6" target="_blank" rel="noopener"><span style="font-weight: 400;">สามารถซื้อหนังสือได้ที่ลิงค์นี้</span></a></p>
<p><a href="https://www.youtube.com/watch?v=JPv6wFmBtm0&amp;t=13s" target="_blank" rel="noopener">สามารถฟังสรุปเนื้อหา <span style="font-weight: 400;">13 สิ่งที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน</span>ได้ที่นี่</a></p>
<hr />
<p><strong>แนะนำบทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/richdad-poordad/">[สรุป+ไอเดีย] การเงินของ พ่อรวยสอนลูก</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/passive-income-salaryman/">สร้าง Passive Income สไตล์มนุษย์เงินเดือน [ฉบับละเอียด]</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/saving-100k/">[แชร์เทคนิค+How to] เริ่มต้นทำงาน ออมเก็บเงินอย่างไรให้ได้ 100,000 บาท ไวๆ</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/rich-ebook/">E-Book แนะนำ เส้นทางสู่เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1495</post-id>	</item>
		<item>
		<title>[สรุป+รีวิวหนังสือ] Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข</title>
		<link>https://www.bookintelligent.com/money101/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[kookguu]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 May 2022 15:35:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[หาเงิน]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bookintelligent.com/?p=1424</guid>

					<description><![CDATA[ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข มาเล่าให้ฟังกันนะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะรู้จักโค้ชหนุ่ม Money Coach จักรพงษ์ เมธพันธุ์ คุณครูทางด้านการเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยสำหรับตัวผมนั้นได้รู้จักกับโค้ชหนุ่มจากทาง YouTube ตอนที่ผมขับรถไปทำงาน ตอนเรียนจบใหม่ๆนะครับ จำได้ว่าได้เปิดฟังหนังสือพ่อรวยสอนลูกและมีคนหนุ่มออกมาพูดสรุปได้ค่อนข้างดีมาก จากนั้นก็ได้ติดตามมาโดยตลอดทั้ง Podcast, YouTube และหนังสือหลายเล่มของทางโค้ชหนุ่มนะครับ ซึ่งผมชอบทุกเล่ม เพราะบทความในหนังสือเป็นเนื้อเน้นๆ หนังสือ Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข เล่มนี้มีจำนวนหน้าทั้งหมด 216 หน้า แต่งโดยโค้ชหนุ่ม Money Coach จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ผู้แต่งหนังสือ Best Seller หลายเล่ม และเป็นคนแปลหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) หนังสือระดับตำนานของคนที่จะเริ่มเรียนรู้ทางด้านการเงิน บอกว่าหนังสือ Money 101 นี้ เป็นหนังสือที่สามารถอ่านได้เข้าใจค่อนข้างง่ายมากๆ เพราะเป็นความรู้พื้นฐานด้านการเงินที่ทุกคนควรจะรู้ ที่คนหนุ่มสรุปออกมาได้ตรงประเด็น อ่านเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จบ ในเล่มบอกเล่าเรื่องการเงินตั้งแต่ &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.bookintelligent.com/money101/"> <span class="screen-reader-text">[สรุป+รีวิวหนังสือ] Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข</span> Read More &#187;</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข มาเล่าให้ฟังกันนะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะรู้จักโค้ชหนุ่ม Money Coach จักรพงษ์ เมธพันธุ์ คุณครูทางด้านการเงินอันดับ 1 ของประเทศไทย</span><span id="more-1424"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> โดยสำหรับตัวผมนั้นได้รู้จักกับโค้ชหนุ่มจากทาง YouTube ตอนที่ผมขับรถไปทำงาน ตอนเรียนจบใหม่ๆนะครับ จำได้ว่าได้เปิดฟังหนังสือพ่อรวยสอนลูกและมีคนหนุ่มออกมาพูดสรุปได้ค่อนข้างดีมาก จากนั้นก็ได้ติดตามมาโดยตลอดทั้ง Podcast, YouTube และหนังสือหลายเล่มของทางโค้ชหนุ่มนะครับ ซึ่งผมชอบทุกเล่ม เพราะบทความในหนังสือเป็นเนื้อเน้นๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข เล่มนี้มีจำนวนหน้าทั้งหมด 216 หน้า แต่งโดยโค้ชหนุ่ม Money Coach จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ผู้แต่งหนังสือ Best Seller หลายเล่ม และเป็นคนแปลหนังสือพ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad) หนังสือระดับตำนานของคนที่จะเริ่มเรียนรู้ทางด้านการเงิน บอกว่าหนังสือ Money 101 นี้ เป็นหนังสือที่สามารถอ่านได้เข้าใจค่อนข้างง่ายมากๆ เพราะเป็นความรู้พื้นฐานด้านการเงินที่ทุกคนควรจะรู้ ที่คนหนุ่มสรุปออกมาได้ตรงประเด็น อ่านเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จบ ในเล่มบอกเล่าเรื่องการเงินตั้งแต่ การตั้งเป้าหมาย การจัดทำงบการเงินส่วนบุคคล การบริหารสภาพคล่อง การจัดสรรเงินออม การจัดการความเสี่ยง การวางแผนภาษี การวางแผนเกษียณรวย และเกษียณเร็ว เพื่อให้พบอิสระทางการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น </span></p>
<h1><b>#ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้?</b></h1>
<h2><b>1.เป็นหนังสือเริ่มต้นในการเรียนรู้ทางด้านการเงินได้ง่ายที่สุด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หากคุณเป็นคนที่อยากเริ่มต้น ในการเรียนรู้พื้นฐานทางด้านการเงินหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ตอบโจทย์มากๆครับ เพราะคุณจะรู้ทุกอย่างที่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทางด้านการเงินจากการอ่านหนังสือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น </span></p>
<h2><b>2.ยิ่งคุณมีความรู้ทางด้านการเงินเร็วมากเท่าไหร่ก็จะทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นเร็วเท่านั้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องบอกว่าความรู้ทางด้านการเงินนั้นเป็นพื้นฐานที่ทุกๆคนควรจะรู้นะครับ บางคนเรียนหนังสือมาทั้งชีวิตเพื่อไปทำงานหาเงิน แต่สุดท้ายก็บริหารเงินไม่เป็นทำให้เป็นเหมือนหนูที่ต้องถีบจักรเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ผ่อนต่อเดือนให้จบเป็นเดือนๆไป </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จะดีกว่าไหมครับ หากเรามีความรู้ทางการเงินที่สามารถบริหารรายได้ที่เข้ามาและสามารถใช้จ่ายได้อย่างมีความสุขมีเงินเหลือเก็บ โค๊ชหนุ่มเคยกล่าวประโยคหนึ่งไว้นะครับ “อย่าให้เรื่องเงินเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต เราควรใช้เวลาเพียงช่วงเวลาเดียวในชีวิตเพื่อหาเงินจากนั้นให้ใช้เวลาไปทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขและเพื่อคนที่เรารัก” ซึ่งแน่นอนครับการที่คุณจะมีอิสรภาพทางด้านการเงินก็ต้องเริ่มต้นด้วยการมีความรู้พื้นฐานทางด้านการเงินก่อนครับ </span></p>
<h2><b>3.ใช้เวลาไม่นานในการอ่านเพราะมีแต่เนื้อเน้นๆ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่บอกไปครับหนังสือเล่มนี้มีจำนวนหน้าเพียงประมาณ 200 หน้า และเนื้อหายในหนังสือเนี่ยเป็นความรู้ทางการเงินที่สามารถย่อยได้ง่ายมากๆดังนั้นถ้าอ่านหนังสือจริงจังจะใช้เวลาไม่ถึง 3-4 ชั่วโมงก็อ่านจบครับ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1><b>#สรุปเนื้อหาหนังสือ Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข</b></h1>
<h2><b>1.ประวัติของพี่หนุ่ม Money Coach</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนที่ 1 นั้นหนังสือ Money 101 จะเล่าถึงประวัติของพี่หนุ่มมันนี่โค้ชว่าเขาเคยประสบความล้มเหลวเป็นหนี้ถึง 18 ล้านจากครอบครัว ถึงแม้ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ตรงนี้ได้ ก็เริ่มมาศึกษาถึงความรู้ทางด้านการเงินแบบจริงๆจัง ก็เริ่มค่อยๆแก้ปัญหาด้านการเงินไปทีละอย่างจนทำให้สุดท้ายนั้นได้ค้นพบอิสรภาพทางด้านการเงินตอนอายุ 34 ปี จากการศึกษาความรู้ทางด้านการเงินแบบจริงจัง</span></p>
<h2><b>2.เข้าใจถึงเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเอง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีหลายคนต้องการที่จะมีเงินเป็นร้อยล้าน แต่ไม่รู้เลยว่าจะมีไปเพื่ออะไร?</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กระบวนการการคิดค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา อาจต้องใช้ถึงอาทิตย์สองอาทิตย์นะครับว่าตัวเองนั้นต้องการอะไรที่แท้จริงในชีวิตกันแน่ โดยกระบวนการมีดังนี้คือ </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ชีวิต : เราต้องการอะไรในชีวิตที่แท้จริงกันแน่ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเงิน : สิ่งที่ต้องการใช้เงินสนับสนุนเท่าไหร่ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การเรียนรู้และลงมือทำ : เราต้องรู้อะไรและต้องทำอะไรบ้าง </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องตั้งเป้าหมายชีวิตเสียก่อนแล้วจึงตั้งเป้าหมายทางด้านการเงินไม่ใช่เอาเป้าหมายทางด้านการเงินเป็นตัวตั้ง</span></p>
<h2><b>3.วิธีการบริหารเงินให้ประสบความสำเร็จ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจคำศัพท์ 2 คำนี้ก่อนนะครับคือ</span></p>
<p><b>3.1) สภาพคล่อง (Liquidity) </b><span style="font-weight: 400;">คือสภาวะที่เรามีกินมีใช้มีเหลือเก็บ และถ้าจะให้ดีนั้นควรจะมีเหลือเก็บอย่างน้อย 10% ทุกครั้ง </span></p>
<p><b>3.2) ความมั่งคั่ง (Wealth)</b><span style="font-weight: 400;"> คือสภาพคล่องที่สะสมในทรัพย์สินรูปแบบต่างๆวัดได้ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นถ้าเราสามารถบริหารให้มีเงินเหลือคืนมี</span><b>สภาพคล่อง</b><span style="font-weight: 400;">แล้วสะสมไปเรื่อยๆก็จะ</span><b>เกิดความมั่งคั่ง</b><span style="font-weight: 400;">นั้นเองนะครับ โดยหลักการก็คือเมื่อมีรายได้เข้ามาให้เก็บก่อนค่อยเอาไปใช้ดั่งสมการ</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-medium wp-image-1425 aligncenter" src="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/11-300x86.jpg" alt="[สรุป+รีวิวหนังสือ] Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข" width="300" height="86" srcset="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/11-300x86.jpg 300w, https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/11.jpg 442w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> วิธีการง่ายๆสามารถนำไปปรับใช้ก็คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หักออมก่อนใช้จ่ายแบบอัตโนมัติ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สะสมเศษเหรียญ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หักภาษีฟุ่มเฟือย 10 เปอร์เซ็นต์ (เช่นดื่มกาแฟแก้วละ 150 บาท ให้หักเงินอีก 15 บาทไว้เก็บออมด้วย)</span></li>
</ul>
<h2><b>3.งบการเงินส่วนบุคคลคืออะไร?</b></h2>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-medium wp-image-1426 aligncenter" src="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/22-300x235.jpg" alt="[สรุป+รีวิวหนังสือ] Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข" width="300" height="235" srcset="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/22-300x235.jpg 300w, https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/22.jpg 446w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">งบการเงินส่วนบุคคลจะประกอบด้วยงบการเงินย่อยๆ 2 อย่างก็คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">งบรายรับ-รายจ่าย (Income Statement) </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">งบแสดงสถานะทางการเงิน (Statement of Financial Position)</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าอยากจะเป็นคนที่มั่งคั่งในระยะยาวเราจะต้อง</span><b>สะสมทรัพย์สินหรือสิ่งที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น</b><span style="font-weight: 400;"> และ</span><b>ลดหนี้สินคือสิ่งที่ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น(เงินลดลง)</b><span style="font-weight: 400;"> </span></p>
<h2><b>4.เป้าหมายของการออม</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บางคนคิดว่ามีเงินอยู่ 1 ก้อนควรลงทุนอะไรดี จริงๆก่อนที่เราจะนำเงินไปลงทุนนั้นเราควรจะมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินก่อนนะครับ ซึ่งเราสามารถจัดการการบริหารเงินออมของตัวเองได้เป็น 3 ตระกร้า</span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>ตะกร้าเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน (Emergency Basket) </b><span style="font-weight: 400;">โดยหลักๆแล้ว ขนาดของตะกร้าเงินสำรองที่เหมาะสมสำหรับคนเราคือ </span><b>6-12 เท่าของรายจ่ายรวมต่อเดือน</b> <span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณมีรายจ่ายต่อเดือนคือเดือนละ 20,000 บาท คุณก็ควรจะมีเงินสำรองเก็บไว้ในตัวเองที่สามารถถอนมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน 120,000-240,000 บาท เพื่อเป็นตัวการันตีเงินก้อนนี้จะทำให้คุณสามารถอุ่นใจได้ในเวลาที่คุณตกงานหรือมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมากับตัวคุณ โดยแหล่งที่เหมาะสมในการเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินก็คือเงินฝาก กองทุนรวมตลาดเงิน และกองทุนตราสารหนี้ </span></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>ตะกร้าเงินเกษียณรวย (Retirement Basket) </b><span style="font-weight: 400;">ตะกร้านี้เป็นแหล่งสะสมเงินสำหรับไว้ใช้ยามเกษียณจากการทำงาน เงินทยอยสะสมและลงทุนในเครื่องมือกลุ่มตราสารการเงินโดยใช้วิธีการลงทุนที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน </span></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>ตระกร้าเงินเกษียณเร็ว (Money Freedom basket) </b><span style="font-weight: 400;">ตะกร้านี้เป็นแหล่งเงินที่จะนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว ทำให้หมดกังวลเรื่องการเงินได้ก่อนเกษียณอายุการทํางาน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">หัวใจสำคัญของการออมก็คือเราควรจะมีเงินในตะกร้าสำรองเผื่อฉุกเฉินก่อนเมื่อมีเงินในตะกร้ามีครบแล้วก็ค่อยๆทยอยเอาเงินที่ออมได้ในแต่ละเดือนมาใส่ตะกร้าเงินเกษียณรวยและตะกร้าเงินเกษียณเร็วเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคตนะครับ </span></p>
<h2><b>5.การไม่มีหนี้ (จน) คือลาภอันประเสริฐ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้ใหญ่ยุคเก่ามาจะสอนลูกหลานว่า “การไม่เป็นหนี้นั้นเป็นลาภอันประเสริฐ” เสร็จแล้วต้องบอกว่าประโยคนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวนะครับถ้าหากเราเข้าใจว่านี่นั้นก็มีหนี้ที่ดี(หนี้รวย) และหนี้ที่ไม่ดี(หนี้จน) โดยในบทนี้จะมาแจ้งรายละเอียดและทำความเข้าใจของประเภทหนี้ให้มากขึ้นนะครับ</span></p>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>หนี้จน (ฺBad Debt)</b><span style="font-weight: 400;"> คือ </span><span style="font-weight: 400;">หนี้ที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มยิ่งมีมากก็ยิ่งจน</span><span style="font-weight: 400;"> ได้แก่หนี้บริโภค เช่นหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้เพื่อประการประกอบอาชีพและปัจจัยพื้นฐาน เช่นหนี้กู้ซื้อบ้าน หนี้กู้ซื้อรถยนต์ หนี้กยศ </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>หนี้รวย (Good Debt)</b><span style="font-weight: 400;"> คือ หนี้ที่สร้างรายได้เพิ่มเป็นลักษณะของการกู้ยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด เช่นบ้านเช่าที่สามารถหักค่าเช่าแล้วเหลือกระแสเงินสดบวก ,ธุรกิจที่กู้มาลงทุนแล้วหักค่าผ่อนแล้วเหลือเงินกระแสเงินสดเป็นบวก</span></li>
</ol>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่นี้พวกเราน่าจะเห็นแล้วนะครับว่าการก่อหนี้ที่ดีและหนี้ที่ไม่ดีต่างกันอย่างไร ซึ่งจากที่สังเกตมาเพราะว่าสาเหตุของการก่อหนี้ของคนส่วนใหญ่มีด้วยกันหลายสาเหตุเช่นการใช้จ่ายเกินตัว การอุปถัมภ์คนอื่นเกินกำลัง การลงทุนที่ผิดพลาดนั้นเอง </span></p>
<h2><b>6.ฝันอยากได้อะไรต้องมีแผน</b><span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการที่เราอยากจะได้อะไรสักอย่างนั้นเราจะต้องพิจารณาหลายๆโดยเราสามารถพิจารณาเป็นประเด็นให้ขบคิดได้ดังนี้</span></p>
<p><strong>1.ความจำเป็นในการซื้อและความเหมาะสมในการใช้งาน</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลองคิดดูนะครับว่าทำไมเราต้องซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง ซึ่งเราควรจะคิดถึงความจำเป็นจริงๆไม่ควรที่จะซื้อรถเพราะโปรโมชั่นเช่นการลดราคาของแถมหรือซื้อรถเพราะผลประโยชน์ทางภาษี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หากจำเป็นต้องมีรถยนต์ไว้ใช้งานรถยนต์ยี่ห้อไหนรุ่นไหนที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา</span></li>
</ul>
<p><strong>2.สภาพคล่องหลังการซื้อหรือการเป็นเจ้าของ</strong></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ลองพิจารณาถึงเงินผ่อนชำระกู้ซื้อรถรายเดือน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">พิจารณาถึงค่าน้ำมันค่าทางด่วนและค่าจอดรถรายเดือน </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทางหรือระยะเวลา </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ค่าประกันภัยรายปี</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ภาษีรถยนต์รายปี</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆนะครับที่ถ้าหากเราต้องการหรือฝันอยากจะมีอะไรให้ลองพิจารณาตามแผนในทีละประเด็นอย่างนี้เราจะได้ข้อสรุปออกมาที่ทำให้การเงินของเราดีมากยิ่งขึ้นนะครับ </span></p>
<h2><b>7.วางแผนรับมือกับเรื่องร้ายๆ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทนี้ Money Coach จะสอนในเรื่องของการวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่คาดฝันนะครับ ในระหว่างที่เรามีสภาพคล่องหรือมีเงินเหลือแล้วสะสมเพื่อให้เกิดความมั่งคั่งนั้นก็จะมีเรื่องราวร้อยแปดพันเก้าที่อาจจะเป็นภัยกับความมั่งคั่งของเราเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเจ็บไข้ได้ป่วย ติดโควิด ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดการหายไปของรายได้ ซึ่งจะเน้นไปใน 2 แนวทางด้วยกันคือ</span><b>การป้องกัน</b><span style="font-weight: 400;">และ</span><b>การวางแผนรับมือ</b></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สำหรับการป้องกันนั้นก็คือเน้นการหลีกเลี่ยงและลดโอกาส ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดเช่น หากกลัวเรื่องการเสียชีวิตแนวทางที่ดีก็คือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-7 ชั่วโมง กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมความเครียด </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ส่วนวิธีการวางแผนรับมือนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 อย่างก็คือ</span><b>การรับความเสี่ยงไว้เอง</b><span style="font-weight: 400;">หรือ</span><b>จะทำประกัน</b></li>
</ul>
<p><b>สำหรับการรับความเสี่ยงไว้เอง </b><span style="font-weight: 400;">เธอจะต้องเตรียมทุนหรือพิจารณาภัยจากการเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กน้อยไม่สบายปวดหัวตัวร้อนหลายคนอาจจะไม่ได้ซื้อประกันแบบ opd และแบบแผนผู้ป่วยนอก แล้วเลือกที่จะจ่ายแบบครั้งต่อครั้งซึ่งก็ไม่ผิดนะครับ แต่สำหรับตัวผมนั้นคิดว่าการซื้อความเสี่ยงนั้นเหมาะมากกว่าเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่แต่ถ้าเกิดขึ้นมาก็อาจจะทำให้ความมั่งคั่งของเราสูญเสียไปอย่างมาก</span></p>
<p><b>ซื้อประกันไว้ </b><span style="font-weight: 400;">สำหรับตัวผมเองนั้นชอบวิธีการนี้มากกว่าเพราะเหมือนเป็นการซื้อประกันสุขภาพไว้จ่ายทิ้งไปทุกปี เพื่อความสบายใจ ผมจะซื้อประกันสุขภาพไว้ปีละประมาณ 30,000 บาท เพื่อป้องกันความเสี่ยงโรคร้ายแรงต่างๆ ในปัจจุบันนี้ผมเป็นโรคไขมันในหลอดเลือด ซึ่งต้องไปหาหมอทุกๆเดือนเสียค่า opd รอบละประมาณ 3,000 บาท บางเดือนก็มีป่วยเป็นไข้ มีช่วงนึงก็ติดโควิด ก็ได้ประกันนี้คุ้มครองเอาไว้ และถือว่าค่อนข้างคุ้มค่ามากๆนะครับ (ผมทำประกันมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้วจนปัจจุบันผ่านมา 10 ปีก็ยังทำประกันสุขภาพตัวนี้อยู่ ซึ่งจะมาทำตอนอายุเยอะแล้วก็คงจะไม่ได้นะครับเพราะว่าจะมีการยกเว้นโรคที่เป็นโรคประจำตัวอย่างตัวผมก็คือโรคไขมันนั่นเอง) </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับใครที่สนใจที่จะทำประกันสุขภาพผมแนะนำคนดูแลคนนี้ คุณแหม่ม อลิอันซ์ นะครับ ดูแลดีมากๆเหมือนคนในครอบครัวจริงๆตั้งแต่แต่แผนประกัน ความคุ้มค่า สามารถกดเข้าไปปรึกษา <a href="https://line.me/ti/p/b80JBb7wXt" target="_blank" rel="noopener">คุยไลน์ที่ลิงค์นี้ </a></span><span style="font-weight: 400;"> หรือเข้าไปที่<a href="https://web.facebook.com/MamAllianz" target="_blank" rel="noopener">เพจ Facebook </a></span><span style="font-weight: 400;">นี้ก็ได้ครับ</span></p>
<h2><b>8.บริหารภาษีให้เป็น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">บทนี้จะเป็นบทที่กล่าวถึงความรู้เรื่องภาษีแบบพื้นฐานของ Money Code นะครับซึ่งก็จะมีวิธีการคำนวณให้แบบคร่าวๆทั้งวิธีการคิดเงินได้สุทธิ วิธีการคิดเงินได้พึงประเมิน และวิธีการลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่ามากที่สุด</span><b> </b></p>
<h2><b>9.ทำให้ชีวิตมีรายได้หลายทาง </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็บอกว่าในชีวิตปัจจุบันนั้นยุคนี้เป็นยุคที่จะต้องยอมรับความจริงว่าเรามาถึงยุคที่การมีรายได้ทางเดียวถือว่าเป็นอันตรายอย่างมากดังนั้นเราควรจะมีช่องทางการหารายได้ที่ 2 3 และ 4 เพื่อช่วยลดความเสี่ยงรายได้ช่องใดช่องทางหนึ่งหายไปแบบกะทันหัน ทั้งนี้เราสามารถเก็บความรู้ทักษะและประสบการณ์จากงานและงานอดิเรกมาเสริมเป็น 3 แนวทางได้ง่ายๆดังนี้</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างสินค้าขึ้นมาขาย</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น ถ้ามีฝีมือการทำขนมก็ทำขนมขึ้นมาขาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างเป็นบริการขึ้นมา</b><span style="font-weight: 400;"> เช่น ถ้ามีฝีมือทำขนมก็เปิดคอร์สสอนทำขนม</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>สร้างเป็นทรัพย์สินทางปัญญา</b><span style="font-weight: 400;"> เพื่อรับค่าลิขสิทธิ์หรือค่าโฆษณา เช่นถ้ามีฝีมือน้องขนมก็เขียนหนังสือสอนทำขนมขาย หรืออาจจะทำเป็นคลิปวีดีโอเปิดช่องทางรายการบน YouTube หรือ Facebook รับรายได้เป็นค่าโฆษณา </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นสร้างรายได้เสริมผมแนะนำให้วิเคราะห์โอกาสในการสร้างรายได้จากต้นทุนทางปัญญาดังต่อไปนี้คือ </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความรู้และทักษะที่มี </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">งาน งานอดิเรก หรือประสบการณ์ที่เคยผ่านมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สายสัมพันธ์ต่างๆที่เรามีที่นำไปสู่โอกาสทางธุรกิจในอนาคต </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ไอเดียทางธุรกิจจากปัญหาที่เราเคยพบเจอ </span></li>
</ul>
<h2><b>10.หัดพิมพ์เงินใช้เอง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทนี้มันนี่โค้ชจะสอนให้เราพยายามครอบครอง</span><b>ทรัพย์สินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดให้กับเรา</b><span style="font-weight: 400;">ได้อย่างต่อเนื่อง หรือ</span><b>สามารถเรียกได้ว่า Passive Income</b><span style="font-weight: 400;"> นั่นเอง โดยวิธีการสร้าง Passive Income ก็ดังนี้คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">มีเงินก้อนก็สามารถซื้อพันธบัตรกินดอกเบี้ยหรืออาจซื้อหุ้นกองทุนรวมกินปันผล</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ใช้พลังทวีของเงินกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การธุรกิจขึ้นมาสักอย่างแล้ววางระบบให้คนอื่นทำงานให้ วางมือ แล้วก็วางใจให้คนอื่นทำจากนั้นก็หมั่นคอยตรวจสอบตรวจดูกิจการและเก็บกินกำไร</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">สร้างงานที่เป็นลิขสิทธิ์ งานเขียนงาน เพลงวีดีโอบน YouTube หรือสิทธิบัตรแล้วเก็บกินส่วนแบ่งจากสิทธิ์นั้น </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้ง “ดอกเบี้ย” “เงินปันผล” “ค่าเช่า” “กำไร” และ”ค่าลิขสิทธิ์” ก็คือเงินสดที่ทรัพย์สินของเราพิมพ์ออกมาให้เราใช้ไปตลอดนั่นเอง </span></p>
<h2><b>11.สรุปการจัดสรรเงินออมและลงทุน </b></h2>
<p><img decoding="async" class="wp-image-1427 aligncenter" src="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/33-300x87.jpg" alt="[สรุป+รีวิวหนังสือ] Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข" width="504" height="146" srcset="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/33-300x87.jpg 300w, https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/33-600x173.jpg 600w, https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/33-768x221.jpg 768w, https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/05/33.jpg 912w" sizes="(max-width: 504px) 100vw, 504px" /></p>
<h2><b>12.ชีวิตคนเป็นผลของการ “เลือก”</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่มีรายได้เข้ากระเป๋าคุณเลือกจัดการกับมันอย่างไร นั่นแหละครับจะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าผลลัพธ์ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร แต่นั้นเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะจัดการกับเงินอย่างไรผมขอแนะนำหลักการคิดการตัดสินใจให้คุณดังนี้คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่ได้เงินมาเลือกจ่ายให้ตัวเองก่อนขั้นต่ำ 10%</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทุกครั้งที่ต้องใช้จ่ายเลือกโดยยึดหลักสภาพคล่องก่อนเสมอ </span></li>
</ul>
<h2><b>13.การเงินส่วนบุคคล</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">วันนี้โค้ชบอกว่าตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่เขาได้บรรยายการเงินมาเขาพบว่าคนที่จะประสบความสำเร็จทางการเงินนั้นจะมีคุณสมบัติที่เหมือนกัน 3 ข้อดังนี้คือ </span></p>
<ul>
<li aria-level="1"><b>มีความรับผิดชอบทางการเงิน (Money Responsibility) </b><span style="font-weight: 400;">สามารถมองปัญหาการเงินที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบกับชีวิตเรา มองว่าตัวเราเองเป็นคนควบคุมและจัดการได้เพื่อเปลี่ยนแปลงปัญหาที่มีไปสู่ผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีขึ้น </span></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>มีความรู้ทางการเงิน (Money Literacy) </b><span style="font-weight: 400;">มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินทั้ง 4 ด้านได้แก่การหารายได้ การใช้จ่าย การออม และการลงทุน </span></li>
</ul>
<ul>
<li aria-level="1"><b>มีวินัยทางการเงิน (Money Discipline) </b><span style="font-weight: 400;">นำความรู้ทางการเงินมากำหนดเป็นเป้าหมายและแผนการเงินของตัวเองและสามารถปฏิบัติตามได้อย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง</span></li>
</ul>
<p><span style="font-size: 16px; font-weight: 400;">ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับหนังสือ Money 101 เริ่มต้นนับหนึ่งสู่ชีวิตการเงินอุดมสุข เป็นยังไงกันบ้างครับคงจะได้รับความรู้เกี่ยวกับด้านการเงินไปเต็มๆ หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ </span><br />
<b></b></p>
<p><a href="https://click.accesstrade.in.th/go/gmwFVpPJ" target="_blank" rel="noopener">สามารถซื้อหนังสือได้ที่ลิงค์นี้</a></p>
<hr />
<p><strong>แนะนำบทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/richdad-poordad/">[สรุป+ไอเดีย] การเงินของ พ่อรวยสอนลูก</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/passive-income-salaryman/">สร้าง Passive Income สไตล์มนุษย์เงินเดือน [ฉบับละเอียด]</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/saving-100k/">[แชร์เทคนิค+How to] เริ่มต้นทำงาน ออมเก็บเงินอย่างไรให้ได้ 100,000 บาท ไวๆ</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/rich-ebook/">E-Book แนะนำ เส้นทางสู่เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1424</post-id>	</item>
		<item>
		<title>[สรุป+รีวิวหนังสือ] จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money)</title>
		<link>https://www.bookintelligent.com/the-psychology-of-money/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[kookguu]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 May 2022 08:15:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[The Psychology of Money]]></category>
		<category><![CDATA[จิตวิทยาว่าด้วยเงิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bookintelligent.com/?p=1411</guid>

					<description><![CDATA[ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money) มาเล่าให้ฟังกันนะครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ผมเห็นมาค่อนข้างนานแล้วในร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ แต่ยังไม่ได้ซื้อมาอ่าน จนมาถึงเมื่อต้นปีผมได้ลองเทรดหุ้น ได้เริ่มลองศึกษาเกี่ยวกับกราฟ เทคนิคอล คนที่สอนกราฟนั้นที่ผมได้ติดตามนั้นแนะนำให้มาอ่านเพราะถือว่าเป็นหนังสือจิตวิทยาว่าด้วยเงินเล่มนี้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมในหลายสิบปี จึงได้ลองซื้อมาอ่านดู เมื่อได้ลองอ่านก็ถือว่าเป็นหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากจริงๆ  หนังสือจิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money) มีจำนวนหน้าทั้งหมด 272 หน้า แต่งโดย Morgan Housel ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนกับ Collaborative Fund และเป็นผู้แต่งหนังสือขายดีเกี่ยวกับการเงินอีกหลายเล่ม โดยหนังสือเล่มนี้นั้น จะไม่ได้กล่าวเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินว่าต้องลงทุนอย่างไร แต่จะพูดไปถึง ความคิด (Mindset) ,จิตวิทยา (Psychology) ทั้งหมดโดยบทที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ บทที่ 9 ความย้อนแย้งของชายในรถยนต์ (Man in the Car Paradox) #ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้? 1.หนังสือเล่มนี้จะเน้นหลักๆเกี่ยวกับจิตวิทยาการเงิน  หนังสือการเงินส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการบอกเล่าถึงหลักการเก็บเงิน หลักการลงทุน รวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ แต่ในหนังสือเล่มนี้นั้นจะเน้นหลักๆคือเรื่องของจิตวิทยาการเงินรวมถึงความคิดต่างๆ ให้เราเข้าใจถึงมนุษย์ว่าโดยปกติแล้วความคิดของคนเรานั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นถ้าเราเข้าใจถึงจิตวิทยาการเงิน &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.bookintelligent.com/the-psychology-of-money/"> <span class="screen-reader-text">[สรุป+รีวิวหนังสือ] จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money)</span> Read More &#187;</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money) มาเล่าให้ฟังกันนะครับ </span><span id="more-1411"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ผมเห็นมาค่อนข้างนานแล้วในร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ แต่ยังไม่ได้ซื้อมาอ่าน จนมาถึงเมื่อต้นปีผมได้ลองเทรดหุ้น ได้เริ่มลองศึกษาเกี่ยวกับกราฟ เทคนิคอล คนที่สอนกราฟนั้นที่ผมได้ติดตามนั้นแนะนำให้มาอ่านเพราะถือว่าเป็นหนังสือจิตวิทยาว่าด้วยเงินเล่มนี้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมในหลายสิบปี จึงได้ลองซื้อมาอ่านดู เมื่อได้ลองอ่านก็ถือว่าเป็นหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากจริงๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือจิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money) มีจำนวนหน้าทั้งหมด 272 หน้า แต่งโดย Morgan Housel ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนกับ Collaborative Fund และเป็นผู้แต่งหนังสือขายดีเกี่ยวกับการเงินอีกหลายเล่ม โดยหนังสือเล่มนี้นั้น จะไม่ได้กล่าวเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินว่าต้องลงทุนอย่างไร แต่จะพูดไปถึง ความคิด (Mindset) ,จิตวิทยา (Psychology) ทั้งหมดโดยบทที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ บทที่ 9 ความย้อนแย้งของชายในรถยนต์ (Man in the Car Paradox)</span></p>
<h1><b>#ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้?</b></h1>
<h2><b>1.หนังสือเล่มนี้จะเน้นหลักๆเกี่ยวกับจิตวิทยาการเงิน</b><span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือการเงินส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการบอกเล่าถึงหลักการเก็บเงิน หลักการลงทุน รวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ แต่ในหนังสือเล่มนี้นั้นจะเน้นหลักๆคือเรื่องของจิตวิทยาการเงินรวมถึงความคิดต่างๆ ให้เราเข้าใจถึงมนุษย์ว่าโดยปกติแล้วความคิดของคนเรานั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นถ้าเราเข้าใจถึงจิตวิทยาการเงิน จะทำให้เราสามารถบริหารการเงินตามหลักการได้ดียิ่งขึ้น </span></p>
<h2><b>2.อ่านเข้าใจได้ง่ายมาก</b><span style="font-weight: 400;"> </span></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ยกตัวอย่างที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่เป็นเรื่องพื้นฐานในอดีต รวมถึงมีตัวอย่างประกอบแต่ละอย่างทำให้เราสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ใช้เวลาอ่านเพียงไม่นานก็สามารถอ่านได้จบเล่ม </span></p>
<h2><b>3.เป็นหนังสือที่หาได้ค่อนข้างยากที่จะเขียนแนวความรู้เรื่องนี้</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปครับหนังสือส่วนใหญ่ออกมาก็จะมีเรื่องของการลงทุนหลักๆหรือไม่ก็เรื่องของหลักการการเก็บเงินออมเงิน แต่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการเงินที่ดีๆนั้นไม่สามารถหาอ่านได้ง่ายๆ ซึ่งเล่มนี้เป็นหนังสือจิตวิทยาที่ครบเครื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1><b>#สรุปเนื้อหาหนังสือ จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money)</b></h1>
<h2><b>1.ไม่มีใครเป็นคนบ้า (No One’s Crazy)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทนี้จะกล่าวถึงว่าคนส่วนใหญ่นั้นจะมองเรื่องการเงินผ่านจากประสบการณ์ในอดีตที่ประสบผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นด้านอายุ การศึกษา วัฒนธรรม พื้นฐานครอบครัว หรือว่าโอกาสที่ได้ ดังนั้นจึงทำให้ของแต่ละคนนั้น เข้าใจคนรอบข้างแตกต่างกันไป รวมถึงเรื่องการเงินอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นคนที่ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มา จะมีมุมมองต่อตลาดหุ้นไม่เหมือนกับเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่เพราะประสบการณ์ที่เขาได้รับทั้ง 2 ช่วงอายุนั้นไม่เหมือนกัน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หรืออย่างตัวอย่าง bitcoin เด็กที่เข้ามาลงทุนก็คือพวก Gen Y Gen Z ก็จะมีมุมมองไม่เหมือนกับคนยุค Baby boomer เช่นกัน </span></p>
<h2><b>2.โชคและความเสี่ยง (Luck &amp; Risk)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โชคลาภและความเสี่ยงนั้นเป็นของคู่กันครับ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหลายๆครั้งที่เราตัดสินใจกระทำบางสิ่งบางอย่างทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะไม่ดีแต่มันเป็นจังหวะที่ทำให้เกิดผลตอบแทนที่ดีเกินคาด เราก็ประเมินว่าสิ่งที่เรากระทำนั้นดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางตรงข้ามบางครั้งเราอาจจะทำสิ่งที่ดีแล้วแต่เราอยู่ในจังหวะที่มันไม่ดีเลยทำให้ผลตอบแทนที่ได้มานั้นไม่ดีตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในบทนี้เวลาที่คุณจะศึกษาความสำเร็จของใครก็ตาม คุณไม่ควรที่จะศึกษาแค่วิธีการคิดของเขาเพราะมันอาจจะอยู่ในจังหวะที่ดีก็เป็นได้ แต่ให้โฟกัสไปที่พฤติกรรมโดยรวมของเขามากกว่าเช่นความเสี่ยง การออม การลงทุน ของเขาในภาพรวมเป็นต้น </span></p>
<h2><b>3.ไม่เคยพอ (Never Enough)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีเรื่องเล่ามากมายนะครับว่า คนบางคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่พอใจกับความสำเร็จของเขา จึงทำให้เขาต้องการเสี่ยงมากขึ้น เช่นการทำการผิดกฎหมาย จนทำให้วันหนึ่งเขาสูญเสียทุกอย่างไปเพราะต้องเข้าคุกเข้าตารางและโดนริบทรัพย์สินไปหมด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทักษะทางการเงินที่สำคัญและยากที่สุดคือการรู้จักคำว่า “พอ” ครับ การที่เราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นกับคนที่มีความมั่งคั่งมากกว่าเราเช่นเรามี 1 ล้าน เราก็ไปเปรียบเทียบกับคนที่มี 10 ล้าน หรือถ้าเรามี 10 ล้าน เราก็จะไปเปรียบเทียบกับคนที่มี 100 ล้าน และแน่นอนครับคุณจะไม่มีวันชนะเลย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นให้คุณโฟกัสที่ความสุข เช่นการได้อยู่ร่วมกับครอบครัว มีเงินใช้จ่ายได้พอเพียงในชีวิต มันจะทำให้คุณมีความสุขและรู้จักคำว่าพอ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าให้คุณมีคำว่าพอในปริมาณที่มีทรัพย์สินน้อยเกินไป จนไม่สามารถที่จะเติบโตมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลนะครับ </span></p>
<h2><b>4.ผลตอบแทนทบต้น (Confounding Compounding)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงๆแล้วมีหนังสือหลายเล่มนะครับที่กล่าวถึงผลตอบแทนทบต้นซึ่งรายละเอียดจะเยอะมากๆ แต่ใจความในหนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า คุณไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างผลตอบแทนให้ได้มากที่สุดในแต่ละปี แต่ให้เน้นถึงการสร้างผลตอบแทนให้เหมาะสมและยืนยาวโดยอยู่ให้นานที่สุด หรือพูดง่ายๆคือเริ่มต้นให้เร็วและอยู่ให้นาน เพราะผลตอบแทนทบต้นนั้นจะสร้างผลตอบแทนอย่างมหาศาลในระยะยาวนั้นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนังสือเล่มนี้ก็จะกล่าวถึง Warren Buffett เขามีความมั่งคั่ง ประมาณ 8 หมื่น กว่าล้านเหรียญสหรัฐ แต่มากกว่า 90% ของมูลค่านี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เขาอายุ 60 แล้ว ซึ่งผลตอบแทนก็อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมแต่หัวใจหลักๆนั้นคือเขาเริ่มต้นเร็วซึ่งลงทุนตั้งแต่เด็กๆจนตอนนี้เขาอายุมากกว่า 90 ปีแล้วนั่นเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีนักลงทุนอีกคนนึงคือ Jim Simons ซึ่งสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า Warren Buffett แต่เขานั้นเริ่มลงทุนช้ากว่า จึงทำให้ทรัพย์สินของเขาน้อยกว่า Warren Buffett ถึง 4 เท่านั้นเอง </span></p>
<h2><b>5.ได้มาซึ่งความมั่งคั่ง กับ รักษาไว้ซึ่งความมั่งคั่ง (Getting Wealthy vs. Staying Wealthy)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การลงทุนเพื่อได้รับความมั่งคั่งนั้น ไม่เพียงแค่ที่คุณที่จะตัดสินใจเพื่อได้รับความมั่งคั่งเพียงเดียวเท่านั้นแต่คุณต้องรักษาความมั่งคั่งเหล่านั้นให้อยู่ได้ในระยะยาว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่นถ้าคุณสามารถสร้างทรัพย์สินได้มากมายขนาดไหนแต่คุณไม่สามารถรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ได้ในระยะยาว ก็ไม่มีความหมายครับ คุณควรจะเก็บทรัพย์สินเหล่านั้นให้ได้นานที่สุดเพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนแบบทบต้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งการรักษาความมั่งคั่งเหล่านี้จะต้องใช้ความถ่อมตนนะครับ และต้องรู้ว่าการที่เราสร้างความมั่งคั่งได้แต่ระดับนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็เป็นได้ </span></p>
<h2><b>6.หางยาว คุณชนะ (Tails, You Win)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบางครั้งที่คุณลงทุนไป คุณอาจจะมีการแพ้บ้าง ซึ่งคุณต้องพยายามที่จะทำให้ขาดทุนให้น้อยที่สุด แต่ในยามที่คุณจะชนะ คุณจะต้องพยายามให้ได้รับผลตอบแทนที่มากเกินคาด ซึ่งในระยะยาวจะทำให้คุณมั่งคั่ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนกับการเล่นหุ้นครับ คุณอาจจะถือหุ้นมาซัก 100 ตัว อาจจะมี 90 ตัวที่คนถือและเสมอตัว อาจจะกำไรนิดหน่อยหรือขาดทุนเล็กน้อย แต่ 10 ตัวที่เหลือนั้นจะต้องทำให้คุณร่ำรวยอย่างมหาศาล </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นแพ้บ้างบางครั้งก็สามารถทำให้คุณบางครั้งได้นะครับ </span></p>
<h2><b>7.อิสรภาพ (Freedom)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความมั่งคั่งที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่คุณมี แต่มันคืออิสรภาพที่สามารถควบคุมชีวิตของคุณได้ คุณสามารถที่จะตื่นขึ้นมาจะทำงานหรือจะนอนต่อหรือจะไปใช้ชีวิตกับคนที่คุณรักได้โดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องของการเงินอีกเลย อันนี้แหละครับถึงเรียกว่าอิสรภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าคุณมีรายได้สูง แต่ไม่มีอิสระทางเวลา ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีความมั่งคั่งเสมอไปนะครับ</span></p>
<h2><b>8.ความย้อนแย้งของชายในรถยนต์ (Man in the Car Paradox)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องบอกว่าบทนี้เป็นบทที่ผมชอบมากที่สุดนะครับ</span><b> </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในความคิดของคนหลายๆคนคิดว่า ถ้าหากเรานั้นได้ขับรถสปอร์ตหรู รถเบนซ์ รถ BMW จะทำให้คนอื่นที่เวลามองเรานั้น รู้สึกว่าเราเป็นคนรวยและดูน่าเคารพ เป็นคนที่เท่จัง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ในความเป็นจริงแล้วคนอื่นที่มองเข้ามานั้นไม่ได้เคารพตัวคุณหรือชื่นชอบตัวคุณนะครับ ในความเป็นจริงแล้วคนอื่นที่มองมาที่รถของคุณ เขาต้องการที่จะได้รถของคุณต่างหาก เพราะเขานั้นฝันว่าจะได้ขับรถของคุณเพื่อไปเที่ยวยกระดับตัวของเขาคนอื่นมองตัวเขาว่าน่าเคารพเหมือนตอนที่คุณคิดนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเมตตา และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นต่างหากที่จะนำพาความศรัทธาให้คุณ</span></p>
<h2><b>9.ความมั่งคั่งคือสิ่งที่คุณมองไม่เห็น (Wealth is What You Don’t See)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการโชว์ใช้เงินเยอะๆ เพื่อให้ตัวเองนั้นดูร่ำรวย ดูดี หารู้ไม่ว่ามันคือวิธีการที่ทำให้คุณจนลงเร็วที่สุด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติแล้วเวลาที่เรา มองใครหรือตัดสินใจว่าคนนี้คนนั้นร่ำรวยมักจะดูจากสิ่งของแต่จริงๆแล้วมันดูไม่ได้ครับเพราะความมั่งคั่งคือสิ่งที่เรามองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเงินในบัญชีออมทรัพย์ของเขา ทรัพย์สินที่สร้างกระแสรายได้เงินสดให้กับเขา หรือธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โลกใบนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ดูสมถะแต่แท้จริงแล้วมั่งคั่ง และเต็มไปด้วยผู้คนที่ดูร่ำรวยแต่อยู่บนเส้นด้ายแห่งความล้มละลาย</span></p>
<h2><b>10.เก็บออม (Save Money)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งเดียวที่คุณสามารถควบคุมได้ในการสร้างความมั่งคั่งอย่างต่อเนื่องคือการเก็บออมเงิน ซึ่งมันอาจจะดูน่าเบื่อนะครับแต่จริงๆแล้วมันคือวิธีการที่ดีที่สุด ถ้าคุณต้องการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเยอะๆแต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้และอาจจะมาพร้อมกับความเสี่ยง รวมถึงการสร้างรายได้ให้มากขึ้นก็ต้องใช้เวลารวมถึงจังหวะและโอกาสก็เป็นสิ่งที่คุณต้องใช้เวลาและควบคุมได้ค่อนข้างยาก </span></p>
<h2><b>11.สมเหตุสมผล มากกว่ายึดเหตุผล (Reasonable &gt; Rational)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเราเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกครับ การที่เราจะทำตามทฤษฎีการเก็บเงินออมเงินลงทุนตามหนังสือเป๊ะๆ คงทำได้ค่อนข้างยาก และในระยะยาวก็คงจะไม่มีความสุข บางครั้งเราก็สามารถลดหย่อนให้มันสมเหตุสมผลเพื่อให้มีความสุขในระยะยาวได้นะครับ </span></p>
<h2><b>12.เซอร์ไพรส์ ! (Surprise!)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คนเรามักศึกษาสิ่งที่ประสบความสำเร็จในอดีต เพื่อหาจุดที่ทำแล้วมันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค แล้วมากำหนดว่าอนาคตถ้าทำแบบนั้นแล้วมันจะทำให้ประสบความสำเร็จเช่นกัน ต้องบอกว่ามันไม่ได้เป็นรูปแบบนั้นเสมอไปนะครับ ซึ่งนี่ก็คือข้อผิดพลาดของนักลงทุนที่ใช้ข้อมูลอดีตในการคาดการณ์อนาคต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการที่เราดูแค่ Key Success ในอดีตแบบตรงๆ โดยไม่คิดถึงสภาพแวดล้อม รวมถึงสถานการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว ก็อาจจะไม่ทำให้ประสบความสำเร็จเหมือนในอดีตนะครับ ดังนั้นให้ดูถึงภาพรวมทั้งข้อมูลในอดีตและสถานการณ์ภาพรวมในปัจจุบันด้วย</span></p>
<h2><b>13.เผื่อที่ให้กับความผิดพลาด (Room for Error)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การทำงานนั้นจะต้องมีแผนสำรองเสมอนะครับ เมื่อเราได้ทำตามแผนแต่สิ่งนั้นไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เราคาดการณ์เอาไว้เราจะทำการปรับแผนอย่างไร </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณต้องการลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัวที่คุณรัก แต่ปรากฏว่าธุรกิจส่วนตัวนั้นคุณไม่สามารถสร้างรายได้ตามที่คุณคาดหวังไว้จนไม่พอกับรายจ่ายต่อเดือน คุณจะต้องมีแผนสำรองว่าจะต้องทำอย่างไร เช่นคุณอาจจะต้องมีการเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้สัก 1 ปี หรือกลับไปหางานประจำทำต่อเป็นต้น</span></p>
<h2><b>14.คุณจะเปลี่ยนไป (You’ll Change)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การวางแผนระยะยาวนั้นยากกว่าที่เห็น เพราะเป้าหมายและความปรารถนาของเราเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตอนที่คุณยังเป็นเด็กคุณอาจจะอยากเป็นตำรวจ แต่เมื่อโตขึ้นมาแล้วคนก็อาจจะอยากเป็นหมอ และเมื่อคุณได้มาทำงานเป็นหมอจริงๆ ก็ปรากฏว่างานหนักและคุณอาจจะไม่ชอบ พอผ่านไปก็อยากมาเป็นนักลงทุนเพื่อที่จะได้มีเวลาและอยู่กับคนที่คุณรัก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในการวางแผนระยะยาวควรจะคำนึงถึง 2 ประเด็นคือ</span></p>
<ul>
<li><span style="font-size: 16px; font-weight: 400;">ไม่ควรวางแผนที่สุดโต่งเกินไปในทางใดทางหนึ่ง อย่างเช่น คุณอาจจะคิดว่าคุณเป็นคนประหยัด จึงไม่จำเป็นจะต้องมีเงินตอนเกษียณเยอะ หรือคุณอาจจะใช้เวลาหาเงินเยอะเกินไปเพื่อจะได้เกษียณอย่างสบาย ทั้งสองอย่างนี้อาจจะทำให้คุณเสียใจภายหลัง เพราะคุณอาจจะมีเงินไม่พอตอนเกษียณ หรือคุณอาจจะเสียดายเวลาที่ไม่ได้ให้กับคนรอบข้างเพราะใช้เวลากับการหาเงินมากเกินไป</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">คุณจะต้องคำนึงว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอด ฉะนั้น คุณต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางได้เช่นกัน คุณไม่จำเป็นจะต้องยึดติดหรือเสียดายกับสิ่งที่ทำลงไปแล้ว</span></li>
</ul>
<h2><b>15.ไม่มีอะไรได้มาฟรี (Nothing’s Free)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ทุกอย่างมักจะมีราคาของตัวมัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีป้ายราคาแปะไว้ก็ตาม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่นการลงทุนในกองทุนที่ทางหนังสือที่ช่วยบอกว่าคุณจะได้ผลตอบแทนปีละ 8% ก็ยังมีค่าธรรมเนียม ความผันผวน ความไม่แน่ใจ เวลา ที่คุณจะต้องจ่ายลงไป </span></p>
<h2><b>16.คุณและผม (You &amp; Me)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จงระวังคำแนะนำทางการเงิน จากคนที่เล่นเกมต่างจากคุณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่นถ้าคุณถือหุ้นในระยะยาวแต่คุณไปฟังคำแนะนำกับคนที่ถือหุ้นรายวันหรือเดย์เทรด แน่นอนครับคุณคงจะซื้อหุ้นแล้วถือในระยะยาวไม่ได้ ซึ่งมันเป็นเกมการลงทุนที่ต่างจากคุณ </span></p>
<h2><b>17.ความเย้ายวนของการมองโลกในแง่ร้าย (The Seduction of Pessimism)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การมองโลกในแง่ดีนั้นฟังดูเหมือนจะเป็นปกติ ส่วนการมองโลกในแง่ร้ายฟังดูคล้ายใครบางคนกำลังพยายามช่วยคุณ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนนี้ข่าวเศรษฐกิจดีมากๆ ทุกคนก็คงจะเฉยๆ แต่ถ้าบอกว่าวิกฤตใกล้จะมาแล้ว ทุกคนก็คงจะระมัดระวังมากขึ้น</span></p>
<h2><b>18.เวลาที่คุณมีความเชื่อในเรื่องใดก็ตาม (When You’ll Believe Anything)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มนุษย์เรามีความสามารถสร้างเรื่องราวจนกลายเป็นความเชื่อ และยิ่งเราต้องการให้มันเป็นจริงเท่าไหร่ เราก็จะคิดว่าความเป็นไปได้ของมันสูงกว่าความเป็นจริง และไม่มีใครที่จะสามารถมองโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมุมมอง แต่เราสร้างเรื่องเล่าขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น</span></p>
<h2><b>19.เอาเรื่องทั้งหมดมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในบทนี้จะนำข้อคิดต่างๆขอหนังสือเล่มนี้มารวมไว้ในบทความเดียวกัน ต่อไปเราจะมาดูคำแนะนำสั้นๆจำนวนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องเงินของตัวคุณเองได้ดีขึ้น</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น การประหยัดในวันนี้จะเพิ่มหนทางให้คุณในวันหน้า</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">บริหารจัดการเงินของคุณในแบบที่จะทำให้คุณนอนหลับสนิทได้ตลอดคืน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากว่าคุณต้องการเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้น สิ่งที่มีพลังมากที่สุดสิ่งเดียวที่คุณทำได้ก็คือการเพิ่มระยะเวลาการลงทุนของคุณ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป็นคนที่โอเคกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามที่คิด คุณสามารถที่จะทำผิดได้ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด แต่ยังสร้างความมั่งคั่งได้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เงินควรจะเป็นเครื่องมือในการสร้างอิสรภาพทางเวลาให้ตัวคุณ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">เป็นคนที่ดีขึ้นและหรูหราน้อยลง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ออมเงินตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หาต้นทุนของความสำเร็จให้เจอและเตรียมพร้อมที่จะจ่ายมัน</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ยกย่องบูชาพื้นที่เผื่อความผิดพลาด</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">หลีกเลี่ยงการตัดสินใจทางการเงินแบบสุดโต่ง</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ความเสี่ยงทำให้ได้ผลตอบแทน แต่อย่าเสี่ยงจนทำให้ทุกอย่างพังทลาย</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">รู้ว่าตัวเองเล่นเกมการเงินอะไรอยู่ และประพฤติตามนั้น</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ไม่มีใครสามารถอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับการเงินได้และไม่มีคำตอบคำตอบเดียวเกี่ยวกับการเงิน มันมีแค่คำตอบที่เวิร์คสำหรับตัวคุณ</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็จบไปแล้วนะครับ สำหรับสรุป รีวิวหนังสือจิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money) โดยส่วนตัวผมมองว่าหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างครบเครื่องในเรื่องจิตวิทยาซึ่งมีคนน้อยคนนะครับที่สามารถเขียนแล้วอธิบายได้อย่างชัดเจนได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่ดีมากอีกเล่มหนึ่งกับคนที่ต้องการอ่านแล้วพัฒนาด้านการเงินของตัวเองนะครับ</span></p>
<p><a href="https://click.accesstrade.in.th/go/r434RaAI" target="_blank" rel="noopener">สามารถซื้อหนังสือได้ที่ลิงค์นี้</a></p>
<hr />
<p><strong>แนะนำบทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/richdad-poordad/">[สรุป+ไอเดีย] การเงินของ พ่อรวยสอนลูก</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/passive-income-salaryman/">สร้าง Passive Income สไตล์มนุษย์เงินเดือน [ฉบับละเอียด]</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/saving-100k/">[แชร์เทคนิค+How to] เริ่มต้นทำงาน ออมเก็บเงินอย่างไรให้ได้ 100,000 บาท ไวๆ</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/rich-ebook/">E-Book แนะนำ เส้นทางสู่เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1411</post-id>	</item>
		<item>
		<title>[สรุป+รีวิวหนังสือ] กินกบตัวนั้นซะ! (Eat that frog!)</title>
		<link>https://www.bookintelligent.com/eat-that-frog/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[kookguu]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Jan 2022 16:16:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[eatthatfrog]]></category>
		<category><![CDATA[กินกบตัวนั้นซะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bookintelligent.com/?p=1304</guid>

					<description><![CDATA[ในบทความนี้ผมจะสรุปกินกบตัวนั้นซะ! (Eat that frog!) มาเล่าให้ฟังกันนะครับ หนังสือเล่มนี้ผมจริงๆผมเคยลองเปิดดูในสมัยตอนที่เป็นเด็กประถมนะครับ แต่ตอนนั้นอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่เพราะจะเกี่ยวข้องกับการบริหารเวลา แต่เมื่อมาอ่านอีกทีในสมัยตอนทำงานนี้ก็รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าและให้ประโยชน์กับตัวเองมากๆครับ หนังสือกินกบตัวนั้นซะ! (Eat that frog!) เล่มนี้ มีจำนวนหน้าทั้งหมด 157 หน้า แต่งโดยโค้ชนักพัฒนาตัวเองชื่อดังของโลกคือไบรอัน เทรซี่ (Brian Tracy) ซึ่งเป็นหนังสือดังขายดีระดับโลก ยอดขายทะลุ 1.6 ล้านเล่ม ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบริหารเวลาพัฒนาตัวเอง สามารถทำงานให้ได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง ในหนังสือนั้นจะมี 21 วิธี หยุดการผัดวันประกันพรุ่ง  ใจความหลักๆที่หนังสือเล่มนี้ เปรียบเทียบง่ายๆ ว่างานยากๆนั้นเปรียบเสมือน “กบ” ที่น่าเกลียด ที่หลายๆคนอยากจะเบือนหน้าหนี  โดยที่ไม่รู้เลยว่าถ้า “กินกบ” ตัวนั้นเข้าไป หน้าที่การงานและชีวิตก็ดีขึ้นอย่างมหาศาล ยิ่งคุณกินกบตัวใหญ่เท่าไหร่ ชีวิตของคุณก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น นั่นเอง  #ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้? ทำให้คุณสามารถบริหารเวลาได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง  อ่านครั้งเดียวสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ได้ตลอดชีวิต  เวลานั้นเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด เงินทองนั้นสามารถหาใหม่ได้ แต่เวลาไม่สามารถหวนกลับมาคืนได้ หนังสือเล่มนี้อ่านค่อนข้างง่ายและใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็จบ แต่ถ้าหากคุณไม่มีเวลาก็สามารถอ่านบทความนี้แล้วนำความรู้ไปใช้ได้เลยนะครับ #21 เคล็ดลับในการบริหารเวลาและหยุดผัดวันประกันพรุ่ง  &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.bookintelligent.com/eat-that-frog/"> <span class="screen-reader-text">[สรุป+รีวิวหนังสือ] กินกบตัวนั้นซะ! (Eat that frog!)</span> Read More &#187;</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ผมจะสรุปกินกบตัวนั้นซะ! (Eat that frog!) มาเล่าให้ฟังกันนะครับ </span><span id="more-1304"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้ผมจริงๆผมเคยลองเปิดดูในสมัยตอนที่เป็นเด็กประถมนะครับ แต่ตอนนั้นอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่เพราะจะเกี่ยวข้องกับการบริหารเวลา แต่เมื่อมาอ่านอีกทีในสมัยตอนทำงานนี้ก็รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ทรงคุณค่าและให้ประโยชน์กับตัวเองมากๆครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือกินกบตัวนั้นซะ! (Eat that frog!) เล่มนี้ มีจำนวนหน้าทั้งหมด 157 หน้า แต่งโดยโค้ชนักพัฒนาตัวเองชื่อดังของโลกคือไบรอัน เทรซี่ (Brian Tracy) ซึ่งเป็นหนังสือดังขายดีระดับโลก ยอดขายทะลุ 1.6 ล้านเล่ม ซึ่ง</span><b>เป็นหนังสือเกี่ยวกับการบริหารเวลาพัฒนาตัวเอง สามารถทำงานให้ได้มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง </b><span style="font-weight: 400;">ในหนังสือนั้นจะมี 21 วิธี หยุดการผัดวันประกันพรุ่ง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ใจความหลักๆที่หนังสือเล่มนี้ เปรียบเทียบง่ายๆ ว่างานยากๆนั้นเปรียบเสมือน “กบ” ที่น่าเกลียด ที่หลายๆคนอยากจะเบือนหน้าหนี  โดยที่ไม่รู้เลยว่าถ้า “กินกบ” ตัวนั้นเข้าไป หน้าที่การงานและชีวิตก็ดีขึ้นอย่างมหาศาล ยิ่งคุณกินกบตัวใหญ่เท่าไหร่ ชีวิตของคุณก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น นั่นเอง </span></p>
<h1><b>#ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้?</b></h1>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;">ทำให้คุณสามารถบริหารเวลาได้ดีขึ้น ทำงานได้มากขึ้น ใช้เวลาน้อยลง </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">อ่านครั้งเดียวสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ได้ตลอดชีวิต </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">เวลานั้นเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุด เงินทองนั้นสามารถหาใหม่ได้ แต่เวลาไม่สามารถหวนกลับมาคืนได้</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;">หนังสือเล่มนี้อ่านค่อนข้างง่ายและใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็จบ แต่ถ้าหากคุณไม่มีเวลาก็สามารถอ่านบทความนี้แล้วนำความรู้ไปใช้ได้เลยนะครับ</span></li>
</ul>
<h1><b>#21 เคล็ดลับในการบริหารเวลาและหยุดผัดวันประกันพรุ่ง </b></h1>
<p><span style="font-weight: 400;">ในส่วนของบทความนี้ผมจะเล่าถึงเคล็ดลับหลักๆจาก หนังสือกินกบตัวนั้นซะ เลยนะครับโดยจะสรุปเป็นหัวข้อมาให้ และสิ่งที่หนังสือนี้เน้นย้ำนะครับ คือเรื่องของ</span><b>การนำไปใช้ ลงมือปฏิบัติจริงๆ </b><span style="font-weight: 400;">ให้ทำการทบทวนหลักการเหล่านี้เป็นประจำ ลงมือกระทำอย่างต่อเนื่อง จนกว่ามันจะฝังรากลึกในความคิดของคุณเองและติดเป็นนิสัยทำงานตลอดชีวิต</span></p>
<h2><b>1.จัดโต๊ะ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการที่คุณจะวางเป้าหมายว่าตัวไหนเป็น “กบ” ของคุณ แล้วจะลงมือกินมัน คุณต้องตัดสินใจอย่างชัดเจน ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่คุณต้องการในชีวิตกันแน่และต้องการชนะมันอย่างแท้จริง โดยมีขั้นตอนในการวางแผนดังนี้</span></p>
<ul>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong>ขั้นตอนที่ 1 :</strong> ตัดสินใจให้แน่ชัดว่าคุณต้องการอะไร</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong>ขั้นตอนที่ 2 :</strong> เขียนมันออกมา จงคิดบนกระดาษ</span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong>ขั้นตอนที่ 3 :</strong> กำหนดเส้นตายให้กับเป้าหมายของคุณ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong>ขั้นตอนที่ 4 :</strong> ระบุสิ่งที่คุณต้องทำเพื่อบรรลุเป้าหมายออกมาเป็นข้อๆ </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong>ขั้นตอนที่ 5 :</strong> เปลี่ยนสิ่งที่ต้องทำให้อยู่ในรูปแบบของแผนงาน </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong>ขั้นตอนที่ 6 :</strong> ลงมือทำตามแผนทันที </span></li>
<li><span style="font-weight: 400;"><strong>ขั้นตอนที่ 7 :</strong> ตั้งใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะลงมือทำอะไรบางอย่าง ทุกๆวัน เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น </span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ในหนังสือยังกล่าวว่าให้คุณทบทวนเป้าหมายในทุกๆเช้า และเริ่มต้นลงมือกับงานที่สำคัญที่สุดก่อนในทุกๆวัน</span></p>
<h2><b>2.วางแผนทุกวันไว้ล่วงหน้า</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เชื่อหรือไม่ครับว่าทุก 1 นาทีที่คุณใช้วางแผนจะช่วยให้ประหยัดเวลาได้ถึง 10 นาทีในการลงมือปฏิบัติ และในขณะที่คุณได้ทำตามงานที่คุณได้วางแผนไว้แล้วได้ขีดฆ่าออกไปในแต่ละงาน จะทำให้คุณนั้นมีกำลังใจและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ </span></p>
<h2><b>3.ใช้กฎ 80/20 กับทุกเรื่อง </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทุกเรื่องนั้นจะมีงาน 20% ที่เป็นงานที่มีคุณค่ามากกว่างานอีก 80 % ของงานที่เหลือรวมกัน ดังนั้นจงให้เวลากับงานที่มีคุณค่ามากขึ้นและใช้เวลาน้อยลงกับงานที่มีคุณค่าต่ำ </span></p>
<h2><b>4.คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">งานที่สำคัญคืองานที่ส่งผลให้กับคุณในระยะยาว ดังนั้นก่อนที่คุณจะลงมือทำอะไรให้ถามตัวเองก่อนว่า “กิจกรรมหรือโครงการอะไรที่ฉันทำได้ดีและทำได้ทันทีและส่งผลกับชีวิตให้เป็นบวกได้ในระยะยาว”</span></p>
<h2><b>5.ฝึกผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์ </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ความจริงอย่างหนึ่งก็คือเราไม่สามารถทำทุกอย่างในสิ่งที่เราอยากจะทำได้ทั้งหมด เราจำเป็นจะต้องผัดผ่อนงานบางอย่างออกไป ดังนั้นจงเลือกผลัดผ่อนงานเล็กๆน้อยๆกบตัวเล็ก(งานไม่สำคัญ) และเลือกกินกบตัวใหญ่และอัปลักษณ์ก่อนเป็นอันดับแรก(งานสำคัญส่งผลกระทบกับชีวิต)</span></p>
<h2><b>6.มันใช้เทคนิค ABCDE อยู่เสมอ </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำงานตามงาน จงใช้เวลาคู่หนึ่งในการจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยให้งาน “A” คืองานที่สำคัญที่สุดของคุณ และให้งาน “B C D E” คืองานที่สำคัญรองลงมา </span></p>
<h2><b>7.ให้ความสำคัญกับหน้าที่หลัก</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ให้ลองนึกดูว่า “ทำไมบริษัทถึงจ้างคุณ” นั้นแหล่ะครับคือหัวใจสำคัญของงานคุณคืออะไรและตั้งใจทําให้ดีที่สุด</span></p>
<h2><b>8.ประยุกต์ใช้กฎทอง 3 ประการ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">โดยปกติแล้ว ธุรกิจหรือองค์กรของคุณได้รับประโยชน์จากงานที่คุณทำเพียง 3 อย่างเท่านั้น ดังนั้นหากคุณสามารถบ่งชี้งานทั้ง 3 อย่างออกมาที่สำคัญที่สุด แล้วทุ่มเทให้กับงานนั้นอย่างเต็มที่ คุณจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้</span></p>
<h2><b>9.เตรียมการอย่างรอบคอบก่อนเริ่มงาน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การเตรียมการรอบคอบก่อนเริ่มงานนั้นจะสามารถทำให้คุณสร้างผลงานได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากคุณต้องการเขียนหนังสือเล่มหนึ่งก็ให้เริ่มจากการทำความสะอาดโต๊ะ เตรียมเอกสารต่างๆมาไว้บนโต๊ะที่จะเขียนเรื่องราวนั้นๆ จากนั้นให้ทำการลงมือทำอย่างเต็มความสามารถนั้นเอง</span></p>
<h2><b>10.จับตามองถังน้ำมันทีละถัง </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">มีภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “ก้าวใหญ่ๆแสนเข็ญ ก้าวเล็กๆเย็นใจ” วิธีการที่คุณจะเลิกการผัดวันประกันพรุ่ง นั่นคือให้เลิกกังวลกับงานที่ยากแสนเข็ญที่อยู่ตรงหน้า แล้วพรุ่งความสนใจไปกับสิ่งที่คุณสามารถทำได้ทีละอย่าง หรืออาจกล่าวได้ว่าถ้าหากคุณอยาก “กินช้างทั้งตัว” นั้นจะทำยังไง คำตอบก็คือ “ก็ต้องกินทีละคำ” ไงครับ </span></p>
<h2><b>11.พัฒนาทักษะสำคัญๆ ของคุณให้ดีขึ้น</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">การหมั่นศึกษาหาความรู้นั้นเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในทุกๆด้าน โดยในหนังสือได้กินกบตัวนั้นซะได้แนะนำไว้ว่า</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ขั้นที่ 1 :</b><span style="font-weight: 400;"> อ่านเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพของคุณอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมงคุณอาจจะตื่นเช้าขึ้นมาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงเพื่อทำการอ่านหนังสือเหล่านี้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ขั้นที่ 2 :</b><span style="font-weight: 400;"> สมัครเข้าเรียนอบรมทุกหลักสูตร ทุกงานสัมมนาที่เกี่ยวกับวิชาชีพของคุณ เข้าร่วมประชุมกับเพื่อนฝูงที่อยู่ในธุรกิจเดียวกับคุณ และทำการซื้อซีดีเพื่อมานั่งฟัง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><b>ขั้นที่ 3 :</b><span style="font-weight: 400;"> ฟังซีดีความรู้ในขณะขับรถ โดยเฉลี่ยโดยทั่วไปแล้วคนเรามักจะขับรถประมาณ 500 &#8211; 1000 ชั่วโมงต่อปี จงเปลี่ยนเวลาขับรถให้เป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ แค่ฟังซีดีในขณะที่คนขับรถก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่ฉลาดมากที่สุด มีความสามารถมากที่สุด แต่ได้รับค่าตอบแทนมากที่สุดในสาขาอาชีพของคุณแล้ว</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งคุณเรียนรู้มาก คุณก็ยิ่งต่อยอดความรู้ของคุณได้มาก คุณสามารถเพิ่มพลังสมองด้วยการออกกำลังกายสมองนั้นเอง</span></p>
<h2><b>12.นำความสามารถพิเศษของคุณมาใช้ให้เกิดผล</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองพิจารณาดูว่าตัวคุณของคุณนั้นถนัดในด้านอะไร มีพรสวรรค์ในด้านอะไร สามารถทำงานไหนได้ดี แล้วก็ให้ทำการทุ่มเทกับงานๆให้เต็มที่ </span></p>
<h2><b>13.มองหาข้อจำกัดของคุณ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">พิจารณาคอขวดหรือจุดสกัดทั้งภายในหรือภายนอกที่เปนตัวกีดขวางในการบรรลุเป้าหมายสําคัญที่สุดของคุณ และตั้งอกตั้งใจทำให้มันบรรเทาเบาบางลง</span></p>
<h2><b>14.สร้างแรงกดดันให้กับตัวเอง</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">คุณอาจจะสมมุติว่าคุณต้องไปเที่ยวต่างจังหวัดในระยะ 1 เดือน และคุณต้องทำงานให้เสร็จเรียบร้อยก่อนออกเดินทาง เพื่อสร้างความกดดันให้กับตัวเองให้ทำงานชิ้นนั้นให้สำเร็จ</span></p>
<h2><b>15.เพิ่มพลังของคุณให้ไปจุดสูงสุด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ร่างกายของคุณนั้นเปรียบเสมือนเครื่องจักร ที่ต้องการอาหาร ต้องการน้ำ ต้องการการพักผ่อน ถ้าคุณได้ทำการดูแลร่างกายของคุณได้อย่างดีคุณจะสามารถทำงานได้เร็วกว่าตอนที่คุณเหนื่อยป่วย ได้ถึง 2 ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว </span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">การทำงานมากเกินไปอาจจะทำให้คุณสร้างผลงานได้น้อยลง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ทำงานในช่วงเวลาที่คุณมีประสิทธิภาพด้วยตัวของคุณเอง </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">นอนหลับให้เพียงพอ</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ดูแลสุขภาพของคุณให้ดี</span></li>
</ul>
<h2><b>16.กระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จงเป็นเชียรลีดเดอร์ใหกับตัวคุณเอง มองหาแต่สิ่งดีๆในทุกสถานการณ์มองโลกในแง่ดีและสร้างสรรค์อยู่เสมอแม้ในขณะที่มีปัญหา</span></p>
<h2><b>17.สละตัวให้พ้นจากกับดักทางเทคโนโลยี</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในโลกปัจจุบันนั้นเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือเราค่อนข้างมากแต่อย่าให้เวลาของคุณตกเป็นทาสของมัน การหมกหมุ่นที่จะใช้โทรศัพท์มือถือโต้ตอบกับคนอื่นตลอดเวลานั้นเป็นสิ่งที่แย่สิ้นดีเพราะมันจะไม่มีเวลาให้กับตัวคุณเองเลย คุณอาจสร้างระบบในการตรวจสอบข้อมูลเช่น จะนั่งเคลียร์อีเมลในตอนช่วงบ่าย ตอบไลน์ถัดไปในอีกชั่วโมงนึง </span></p>
<h2><b>18.หั่นงานเป็นชิ้นๆ</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบ่งงานใหญที่ซับซ้อนลงเป็นงานย่อยๆ แลวเริ่มลงมือทําทีละชิ้น</span></p>
<h2><b>19.สร้างช่วงเวลาขนาดใหญ่</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">แบ่งเวลาของคุณนั้นออกเป็นช่วงเวลาใหญ่ๆ เพื่อที่จะได้ทุ่มเทสมาธิให้กับงานชิ้นนั้นเป็นเวลานาน ๆ ใหกับงานที่สําคัญที่สุด</span></p>
<h2><b>20.สร้างสำนึกแห่งความเร่งด่วน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาจะมีความสามารถในการทำงานที่สำคัญให้เสร็จแบบรวดเร็ว </span></p>
<h2><b>21.แน่วแน่กับงานทุกอย่างที่ทำ </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">จัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน เริ่มลงมือทำงานที่สำคัญที่สุดทันที และทำไปโดยไม่หยุดจนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้งานนั้นสำเร็จและมีประสิทธิภาพ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ก็จบไปแล้วนะครับสำหรับสรุปเนื้อหา กินกบตัวนั้นซะ! (Eat that frog!) หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยในบทความนี้นะครับ</span></p>
<p><a href="https://click.accesstrade.in.th/go/gOLoymuh" target="_blank" rel="noopener">สามารถซื้อหนังสือได้ที่ลิงค์นี้</a></p>
<hr />
<p><strong>แนะนำบทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/richdad-poordad/">[สรุป+ไอเดีย] การเงินของ พ่อรวยสอนลูก</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/passive-income-salaryman/">สร้าง Passive Income สไตล์มนุษย์เงินเดือน [ฉบับละเอียด]</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/saving-100k/">[แชร์เทคนิค+How to] เริ่มต้นทำงาน ออมเก็บเงินอย่างไรให้ได้ 100,000 บาท ไวๆ</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1304</post-id>	</item>
		<item>
		<title>[สรุป+รีวิวหนังสือ] Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ)</title>
		<link>https://www.bookintelligent.com/marketing-5-0/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[kookguu]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jan 2022 10:18:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[marketing]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.bookintelligent.com/?p=1294</guid>

					<description><![CDATA[ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ) ให้ฟังกันนะครับ ต้องบอกว่าที่ผมมาอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะอยากจะเสริมความรู้ด้านการตลาดบ้าง เนื่องจากโดยพื้นฐานนั้นผมไม่เคยเรียนวิชาการตลาดมาอย่างมาในวิชาเรียน (ผมจบวิศวะครับ) และก็เคยได้ยินคนพูดถึง Marketing 4.0 บ้าง 5.0 บ้าง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจโดยถ่องแท้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำให้ผมสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ใน shopee โดยไม่ต้องคิดเลยครับ  หนังสือ Marketing 5.0 เล่มนี้ มีจำนวนหน้าทั้งหมด 240 หน้า แต่งโดยศาสตราจารย์ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์แห่งศาสตร์การตลาดมือหนึ่งของโลก เมื่อคอตเลอร์พูด นักการตลาดทั้งโลกต้องเงี่ยหูคอยฟัง และแต่งร่วมกับ เหมะวัน การตะจายา (Hermawan Kartajaya) และ ไอวัน เซเตียวาน (Iwan Setiawan) ซึ่งบอกว่าเนื้อหาในเล่มนั้นค่อนข้างเป็นวิชาการมากๆ ต้องใช้พลังในการอ่านในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นหนังสือที่นักการตลาดและผู้บริหารทุกคนจะต้องอ่านเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำตลาดในยุคปัจจุบันนะครับ  #ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้? 1.ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร หรือนักการตลาดต้องอ่าน ตามที่หนังสือในพอร์ตเรื่องไว้เลยครับ หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นวิชาเรียนพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องเรียนเพื่อเข้าใจถึงการทำตลาดในปัจจุบัน ซึ่งมันจะเป็นความรู้พื้นฐานให้คุณสามารถนำความรู้พื้นฐานเหล่านี้ไปใช้สร้างกลยุทธ์ต่างๆ  2.ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ SME &#8230;<p class="read-more"> <a class="" href="https://www.bookintelligent.com/marketing-5-0/"> <span class="screen-reader-text">[สรุป+รีวิวหนังสือ] Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ)</span> Read More &#187;</a></p>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ในบทความนี้ผมจะมารีวิวหนังสือ Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ) ให้ฟังกันนะครับ </span><span id="more-1294"></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ต้องบอกว่าที่ผมมาอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะอยากจะเสริมความรู้ด้านการตลาดบ้าง เนื่องจากโดยพื้นฐานนั้นผมไม่เคยเรียนวิชาการตลาดมาอย่างมาในวิชาเรียน (ผมจบวิศวะครับ) และก็เคยได้ยินคนพูดถึง Marketing 4.0 บ้าง 5.0 บ้าง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจโดยถ่องแท้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ทำให้ผมสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ใน shopee โดยไม่ต้องคิดเลยครับ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ Marketing 5.0 เล่มนี้ มีจำนวนหน้าทั้งหมด 240 หน้า </span><b>แต่งโดยศาสตราจารย์ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์แห่งศาสตร์การตลาดมือหนึ่งของโลก</b> <b>เมื่อคอตเลอร์พูด นักการตลาดทั้งโลกต้องเงี่ยหูคอยฟัง </b><span style="font-weight: 400;">และแต่งร่วมกับ เหมะวัน การตะจายา (Hermawan Kartajaya) และ ไอวัน เซเตียวาน (Iwan Setiawan) ซึ่งบอกว่าเนื้อหาในเล่มนั้นค่อนข้างเป็นวิชาการมากๆ ต้องใช้พลังในการอ่านในระดับหนึ่ง </span><b>แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นหนังสือที่นักการตลาดและผู้บริหารทุกคนจะต้องอ่านเพื่อเป็นพื้นฐานในการทำตลาดในยุคปัจจุบันนะครับ </b></p>
<h1><b>#ทำไมคุณถึงควรอ่านหนังสือเล่มนี้?</b></h1>
<h2><b>1.ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร หรือนักการตลาดต้องอ่าน</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ตามที่หนังสือในพอร์ตเรื่องไว้เลยครับ หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นวิชาเรียนพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องเรียนเพื่อเข้าใจถึงการทำตลาดในปัจจุบัน ซึ่งมันจะเป็นความรู้พื้นฐานให้คุณสามารถนำความรู้พื้นฐานเหล่านี้ไปใช้สร้างกลยุทธ์ต่างๆ </span></p>
<h2><b>2.ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ SME รายย่อยต้องอ่าน </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ผมแนะนำให้ผู้ที่อยากจะเป็นผู้ประกอบการ SME รุ่นใหม่ นั้นควรอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะจะได้เห็นภาพการตลาดตอนนี้และในอนาคต ซึ่งจะทำให้คุณสามารถปรับตัวเข้ากับมันได้อย่างรวดเร็ว และใช้ต้นทุนที่ไม่ต้องมาก เพราะคุณเข้าใจมันนั่นเอง </span></p>
<h2><b>3.สำหรับคนที่ต้องการศึกษาพื้นฐานเรื่องการตลาด</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับคนที่ต้องการศึกษาก็เหมาะนะครับถึงแม้ว่าในหนังสือนั้นจะมีคำศัพท์ที่เป็นวิชาการหลายๆอย่างแต่ก็สามารถย่อยเข้าหัวได้ค่อนข้างง่าย ถึงแม้ว่าจะมีคำศัพท์ต่างๆ หลายอย่างไม่เข้าใจในหนังสือเล่มนี้ก็จะมีการอธิบายคำศัพท์นั้นไว้ทำให้คุณสามารถเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานของการตลาดได้โดยง่าย ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะอ่านไม่เข้าใจนะครับ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h1><b>#สรุปเนื้อหาหนังสือ Marketing 5.0</b><span style="font-weight: 400;"> </span></h1>
<h2><b>1.การตลาด 5.0 คืออะไร?</b></h2>
<p><b>การตลาด 5.0 คือ</b><span style="font-weight: 400;"> การผสมผสานระหว่างการตลาด 3.0 ที่เน้นความเข้าใจมนุษย์ (Humen Centric) และการตลาด 4.0 ที่เน้นดิจิทัลไลฟ์สไตล์ (Traditional to Digital) มารวมกันเป็นการตลาด 5.0 ที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ทำความเข้าใจมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นนั่นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อมันถึงจุดนี้ผมขอย้อนกลับไปเล่าถึงที่มาตั้งแต่แรกของแต่ละยุคสมัยการตลาดนะครับ</span></p>
<p><b>Marketing 1.0 &#8211; Product Centric </b><span style="font-weight: 400;">เน้นการพัฒนาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ วัดกันว่าของยี่ห้อไหนดีกว่า เยอะกว่า ถูกกว่า ใช้ได้นานกว่า พกพาง่ายกว่า ฯลฯ</span></p>
<p><b>Marketing 2.0 &#8211; Customer Centric</b><span style="font-weight: 400;"> เน้นความต้องการของลูกค้า จัดกลุ่มผู้คนที่มีความต้องการแตกต่างกัน แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ตรงใจที่สุด</span></p>
<p><b>Marketing 3.0 &#8211; Human Centric </b><span style="font-weight: 400;">เน้นคุณค่าที่ยึดถือ สื่อสารเกี่ยวกับความเชื่อของแบรนด์ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อโลก สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว</span></p>
<p><b>Marketing 4.0 &#8211; Traditional to Digital </b><span style="font-weight: 400;">เน้นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์แบบเดิมที่จับต้องได้ เข้ากับประสบการณ์ออนไลน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อของ omnichannel</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และอย่างที่กล่าวไปครับ </span><b>Marketing 5.0 คือการผสมผสานระหว่าง Marketing 3.0 และ 4.0 นั่นเอง </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งต้องกล่าวว่าในปัจจุบันนั้นเราน่าจะเคยได้ยินเรื่อง Big Data มากขึ้นเรื่อยๆ ผมจะลองยกตัวอย่างง่ายๆนะครับ ในยุคนี้เวลาที่เราจะซื้อของ เราก็แค่ทำการหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา เข้าเว็บไซต์ต่างๆไปอ่านรีวิวสินค้าที่เราจะซื้อ จากนั้นก็ทำการค้นหาว่าที่ไหนสินค้าชิ้นนี้ในราคาที่ถูก อาจจะเข้า Application ต่างๆ ที่สามารถสั่งซื้อสินค้าเหล่านี้ อาจจะเป็น Lazada Shopee Amazon ที่เราต้องการในราคาที่ถูกเหมาะสม แล้วก็ทำการจ่ายเงิน อาจจะเป็นทางบัตรเครดิต ทาง Mobile Banking ซึ่งต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ของลูกค้าผ่านทางโลกออนไลน์แล้วสามารถเก็บข้อมูลเป็น Big Data ออกมา เช่น Keyword ที่ใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูล พฤติกรรมในการกดชมโฆษณา การซูมดูรายละเอียดสิ่งของ ระยะเวลาที่ใช้อ่านเนื้อหาสินค้าเหล่านั้น ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นขุมทรัพย์มากมายถ้าหากเรารู้วิธีการประมวลผลและใช้ประโยชน์จาก Big Data เหล่านี้ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แนวคิดการตลาดนัดพัฒนาไปกับเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการประมวลผลที่ดีขึ้นง่ายขึ้น ทำให้ ในปัจจุบันนั้นเกิดอุปกรณ์ใหม่ๆขึ้นมาที่ตอบสนองความต้องการและสร้างประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้นกับลูกค้า (Customer Experience) ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แต่น่าประทับใจยิ่งขึ้น ผ่านระบบอัตโนมัติ (Automation)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจจะสรุป Marketing 5.0 ในรูปแบบสมการได้ดังนี้คือ </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><b>Marketing 5.0 = Human + Data + Technology + Platform + Analyze</b></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>2.ประโยชน์ของเทคโนโลยีมาช่วยอะไรกับการตลาดได้บ้าง?</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่ได้กล่าวไปครับในยุคนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมายไม่ว่าจะใช้การตลาดผ่านเครื่องมือการสืบค้น</span><b> (</b><span style="font-weight: 400;">Search engine) เรื่องของ e-commerce รวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ</span> <span style="font-weight: 400;">โดยสรุปแล้วประโยชน์ของมันคือ </span></p>
<h3><b>2.1 ทำให้มีข้อมูลมหาศาลมาประกอบการตัดสินใจ (ฺBig Data)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เอา Data มาช่วยตัดสินใจจากการที่เรามี Data มากมายของลูกค้าที่กระจัดกระจายอยู่ในทุก Touchpoint</span></p>
<h3><b>2.2 ทำให้เราสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์การใช้กลยุทธ์และวิธีการตลาดใดล่วงหน้า </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อเราทำการวัดผล จาก Data ที่เรามีอยู่ สำหรับการลงทุนการทำตลาดครั้งต่อไปเราก็พอที่จะสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้เนื่องจากเรามี Data การลงทุนการตลาดที่เคยเก็บไว้ในอดีต ประเด็นสำคัญคือเราจะต้องเก็บข้อมูลทุกครั้งในการลงทุนทำตลาด ไม่ใช่หลับตาใส่เงินไปเรื่อยๆ อะไรที่ทำแล้วมันเวิร์คก็ควรทำซ้ำ อะไรที่ทำแล้วไม่เวิร์คก็ไม่ควรทำแล้วเอาเงินไปใส่ในช่องทางที่ทำตลาดแล้วเวิร์คเพิ่มมากขึ้น</span></p>
<h3><b>2.3 เทคโนโลยีดิจิตอลทำให้เราสามารถสร้าง customer experience ได้ดีมากยิ่งขึ้น </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการติดตามพฤติกรรม Data ทำให้นักการตลาดที่ต้อนสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่สอดคล้องกับลักษณะของลูกค้าได้ตรงมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการแสดงโฆษณาให้สอดคล้องกับลูกค้า การสร้างเนื้อหาที่ลูกค้าคนนั้นชื่นชอบ ทำให้ลูกค้าสามารถสัมผัสกับแบรนด์หรือ Touch Point ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น</span></p>
<h3><b>2.4 สามารถนำเทคโนโลยีดิจิตอลมาผสมกับการตลาดเป็นใช้คนปกติได้ดีมากยิ่งขึ้น </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างเช่นเราสามารถใช้ แชทบอท (Chatbot) ในการตอบคำถามง่ายๆหรือเป็นคำถามทั่วๆไปที่ลูกค้าเข้ามาถามกัน ส่วนคนจริงๆนั้นก็ให้บริการกับลูกค้าที่มีคำถามยากมากยิ่งขึ้น หรือสำหรับลูกค้าคนสำคัญ นอกจากจะทำให้ต้นทุนลดลงแล้วยังทำให้หน้างานนั้นมีมูลค่ามากยิ่งขึ้นอีกด้วย </span></p>
<h3><b>2.5 เทคโนโลยีสามารถทำให้เราสามารถใช้การตลาดที่เราคิดค้นได้อย่างรวดเร็ว </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันลูกค้าออนไลน์นั้นสามารถเปลี่ยนความชอบของตัวเองได้ในทุกวินาที</span> <span style="font-weight: 400;">ดังนั้นในการนำเครื่องมือเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บข้อมูลการวิเคราะห์แบบ Real Time จึงทำให้สามารถออกผลิตภัณฑ์ได้แบบรวดเร็ว และตรงสถานการณ์ ณ ตอนนั้นได้เลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>3. 5 องค์ประกอบหลักของการตลาด 5.0 </b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-1296 aligncenter" title="[สรุป+รีวิวหนังสือ] Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ)" src="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/01/11-min-228x300.jpg" alt="[สรุป+รีวิวหนังสือ] Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ)" width="321" height="423" srcset="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/01/11-min-228x300.jpg 228w, https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/01/11-min.jpg 537w" sizes="auto, (max-width: 321px) 100vw, 321px" /></p>
<h3><b>3.1) การตลาดขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Marketing)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">สิ่งแรกเลยนะครับที่จะต้องมาปรับในยุค Marketing 5.0 นี้ก็คือต้องปรับ Mindset ของทุกคนในองค์กร โดยเฉพาะผู้บริหารทุกคน ว่าข้อมูลนั้นสำคัญมาก อย่าใช้แต่สัญชาตญาณในอดีตมากำหนดการตัดสินใจในปัจจุบัน แต่ให้ยึดจากข้อมูลที่ได้เก็บมาจริงๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อมูล คือพื้นฐาน สำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ และถูกต้องได้มากขึ้น ถ้าหากเราสามารถเก็บข้อมูลทุกอย่างได้โดยละเอียด ยกตัวอย่างหากเราเป็นร้านโชว์ห่วยนึง เรามีข้อมูลสินค้าสต๊อกทั้งหมด มีทั้งสินค้าขายดี สินค้าที่คงค้างในสต๊อก Aging นานๆ ข้อมูลการใช้แคมเปญโปรโมชั่น Run Rate ของสินค้าที่รวมเวลาในการระบายของออกไป พฤติกรรมการซื้อสิ่งของของลูกค้า การใช้คำค้นหา การใช้งานเว็บไซต์ การใช้งานแพลตฟอร์ม ถ้าหากเรามีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นระบบ และมีการวางโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรับข้อมูลได้อย่างมาก แนะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กรเราอย่างมากครับ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะครับในปัจจุบันนั้นมีเครื่องมือในการทำตลาดเก็บข้อมูลมากมาย อย่างเช่นในเว็บไซต์ก็จะมี Google analytics ในอย่าง Social Media ก็สามารถติด Pixel ได้ หรืออาจจะใช้ระบบ Customer Relationship Management (CRM) การวางระบบ Sale Page ต่างๆ การติดแท็ก Google และยังมีระบบต่างๆอีกมากมายที่สามารถนำมาเก็บข้อมูลให้เรานำมาวิเคราะห์ในอนาคตได้ </span></p>
<h3><b>3.2) การตลาดฉับไว (Agile Marketing)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบันนั้น ธุรกิจจะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างรวดเร็ว เพราะมีการแข่งขันที่สูงและมีอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำงานที่เน้นความรวดเร็ว ฉับไว ปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการทำงานแบบ Agile Marketing นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือในการทำงานของทุกคนในองค์กรไม่ใช่แค่คนที่ทำหน้าที่ Marketing เท่านั้น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยกตัวอย่างเช่น ถ้าองค์กรของคุณต้องการที่จะออกผลิตภัณฑ์มา 5 ตัว ในทีเดียวเพื่อทดสอบตลาดว่าตัวไหนปัง อาจจะปังสัก 1 ตัว อีก 4 ตัวอาจจะล้มเหลว ก็ให้รีบทำผลิตภัณฑ์ที่ปัง 1 ตัวนั้นไปต่อยอด และให้หยุดเสียเวลากับผลิตภัณฑ์ 4 ตัวที่เหลือ นั่นเอง ซึ่งต้องบอกว่าในการทำงานแบบนี้นั้นไม่ใช่แค่ฝ่ายการตลาดเท่านั้นแต่ยังเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเงินที่ต้องคำนวณงบใช้จ่ายในแต่ละผลิตภัณฑ์แบบรวดเร็ว ยังเกี่ยวข้องกับฝ่ายขายที่ต้องเข้าใจผลิตภัณฑ์ให้ทันท่วงทีกับการตลาดแล้วสามารถนำเสนอโฆษณาได้ทันที </span></p>
<h3><b>3.3) การตลาดเชิงคาดการณ์ (Predictive Marketing)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่กล่าวไปครับว่า ข้อมูลนั้นมีอย่างมหาศาลในยุคปัจจุบัน จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ ติดตามตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และใช้วิธีการคำนวณแบบ Data Science เพื่อที่จะได้มาคาดการณ์ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากน้อยเท่าใด ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจเอา historical Data ในอดีต มาวิเคราะห์ดูว่าถ้าหากคุณเปิดตัวสินค้าในช่วงเวลาเดือนนี้ เวลานี้จะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด รวมถึงนำข้อมูลแวดล้อมบริบท ณ ตอนนี้มาวิเคราะห์ด้วย </span></p>
<h3><b>3.4) การตลาดเชิงบริบท (Contextual Marketing)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถ้าหากคุณเข้าใจบริบทของลูกค้าเข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้า กลุ่มเป้าหมายของแต่ละคน การทำความเข้าใจพฤติกรรมของแต่ละบุคคล (Personalized Marketing) จึงเป็นจุดเด่นที่เทคโนโลยีในปัจจุบันเข้ามาเสริมประสบการณ์ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็น “คนพิเศษ” ยกตัวอย่างเช่น ในการส่งข้อความหนึ่งที่เหมือนกันถ้าหากส่งในช่วงเวลาที่ตรงจังหวะ ในช่องทางการตลาดที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม จะสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าแต่ละคนได้เลย </span></p>
<h3><b>3.5) การตลาดเสริมศักยภาพ (Augmented Marketing)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดด้วยมา MarTech ลดการทำงานที่ซ้ำซาก ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็นต้องใช้คนออกไป เช่นการใช้แชทบอทตอบคำถามลูกค้าเบื้องต้น การจองคิวร้านอาหารสามารถจองผ่าน App ลงทะเบียนได้ล่วงหน้า ไม่จำเป็นต้องให้พนักงานมายืนขานเรียนลูกค้าทีละคนสร้างความน่ารำคาญ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถได้รับประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้กับพนักงานของเราเองอีกด้วย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>4.การตลาดปัจจุบันสำหรับคนในแต่ละรุ่น Baby Boomers, Gen X, Y, Z และ </b><b>Alpha</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามาเริ่มเข้าใจเวลาเกิดกันก่อนนะครับ ในหนังสือนั้นจะใช้เป็นปีคริสตศักราชแต่ผมจะใช้เป็นพุทธศักราชนะครับ (ชินมากกว่า) โดยในปีที่เขียนบทความนี้คือ 2565 เพื่อเป็นการวัดอายุโดยประมาณ </span></p>
<h3><b>4.1) Baby Boomer </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือคนที่เกิดในช่วงปีพุทธศักราช 2489 &#8211; 2507 หรือตอนนี้มีอายุ 58-76 ปี</span></p>
<h3><b>4.2) Gen X </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือคนที่เกิดในช่วงปีพุทธศักราช 2489 &#8211; 2507 หรือตอนนี้มีอายุ 42-57 ปี</span></p>
<h3><b>4.3) Gen Y</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือคนที่เกิดในช่วงปีพุทธศักราช 2524 &#8211; 2539 หรือตอนนี้มีอายุ 26-41 ปี</span></p>
<h3><b>4.4) Gen Z</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือคนที่เกิดในช่วงปีพุทธศักราช 2540 &#8211; 2552 หรือตอนนี้มีอายุ 13-25 ปี</span></p>
<h3><b>4.5) Gen Alpha</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">คือคนที่เกิดในช่วงปีพุทธศักราช 2553 &#8211; 2568 หรือตอนนี้มีอายุ 0-12 ปี นั้นเอง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งความท้าทายของนักการตลาดนั้นก็คือ แต่ละ Generation นั้นเกิดมาในยุคสมัยที่แตกต่างกัน ผ่านมาในยุคสงครามโลก ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู การมาของอินเทอร์เน็ตต่างๆ โทรศัพท์ สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ Social Media จึงทำให้ประสบการณ์ของแต่ละ Generation นั้นแตกต่างกัน จึงทำให้เป็นไปไม่ได้เลยว่าแบรนด์ๆหนึ่งจะสามารถตอบโจทย์ได้ทุก Generation จากนั้นให้เข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายลูกค้าของคุณจริงๆ และเตรียมตัวสำหรับการทำตลาดผู้บริโภคใหม่ๆนั่นคือ Gen Z และ Gen Alpha เพราะเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้านะครับ</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>5.การตลาดสุดโต่งเมื่อมีการแบ่งความมั่งคั่งแบบชัดเจน (Prosperity Polarization)</b></h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-1297 " title="[สรุป+รีวิวหนังสือ] Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ)" src="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/01/2-min-300x234.jpg" alt="[สรุป+รีวิวหนังสือ] Marketing 5.0 (การตลาด 5.0 เทคโนโลยีเพื่อมวลมนุษยชาติ)" width="419" height="326" srcset="https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/01/2-min-300x234.jpg 300w, https://www.bookintelligent.com/wp-content/uploads/2022/01/2-min.jpg 551w" sizes="auto, (max-width: 419px) 100vw, 419px" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในหนังสือ Marketing 5.0 นั้นได้กล่าวไว้ว่า ใ</span><b>นอนาคตกลุ่มลูกค้าจะแบ่งออกกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น กล่าวคือกลุ่มลูกค้าชนชั้นกลางจะเริ่มหดตัว คนรวยจะยิ่งรวยขึ้น คนจนจะยิ่งจนลง </b><span style="font-weight: 400;">ซึ่งจะไม่ได้เกิดขึ้นกับเรื่องของเงินเพียงเท่านั้น  แต่ยังส่งผลต่อเรื่องงาน (high value vs. low value) แนวคิด วิถีการใช้ชีวิต (minimalist vs. consumerist) และตลาดสินค้า (discount vs. luxury)</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สาเหตุเป็นเพราะว่าในปัจจุบันนั้นมีเทคโนโลยีมากมายจะถูกสร้างมาโดยคนรวยแล้วก็จะกีดกันคนจนออกให้ห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตก็ต้องบอกว่าก็จะมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานที่ซ้ำซากจำเจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI ,Robotic ,Automation มาทดแทนการใช้แรงงาน </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้แต่ประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำก็อาจจะถูกดึงงานสู่กับประเทศพัฒนาเพราะไม่ได้เอางานมาให้กับคนประเทศพัฒนาหรอกนะครับ แต่เขานั้นใช้เทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้ในประเทศอย่างเช่น Call Center ที่ทางอเมริกาจัดสรรให้คนอินเดียหรือคนฟิลิปปินส์ทำ ก็ดึงงานกลับมาใช้เทคโนโลยีในประเทศนั้นจัดการเอง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วก็ยังมีงานวิจัยออกมาว่าคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงๆ ก็ล้วนแต่จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้นสูงอย่างมาก ส่วนคนที่เริ่มทำงานใหม่ๆหรือคนที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำรายได้ก็แทบจะไม่ขยับเลยมานับ 10 ปีแล้ว ซึ่งในรายงานควรพบว่าส่วนต่างของรายได้นั้นขยับเพิ่มขึ้นมากกว่า 1000 %เลยทีเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นี่เป็นสาเหตุคร่าวๆนะครับที่จะทำให้คนชั้นกลางนั้นหายไปแล้วมีคนรวยและคนจนแบบชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้นักการตลาดนั้นจะต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองกับ 2 กลุ่มเหล่านี้ ถ้าแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะหลักๆก็คือ</span></p>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กลุ่มที่ 1 จะเป็นกลุ่มที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานบางอย่างเน้นราคาถูกและคุ้มค่า </span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มที่ตอบสนองคนรวย มีลูกเล่น มีฟีเจอร์มากมาย มีความเหนือเมื่อได้ครอบครอง บางทีอาจจะไม่ได้ใช้ก็ตาม และนอกจากนี้คนรวยก็จะไปใช้จ่ายกับเรื่องของสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ </span></li>
</ul>
<h2><b>6.ช่องว่างดิจิตอล (Digital Divide)</b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">We Are Social คาดการณ์ว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจะทะลุ 8,000 ล้านคนภายในปี 2030 หรือมากกว่า 90% ของประชากรโลก ณ ขณะนั้น แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการสื่อสาร ตอบแชทหรือเล่นแค่ social media และในหนังสือเล่มนี้ก็ยังได้พูดถึงภัยและโอกาสเมื่อเข้าสู่ Digital</span></p>
<h3><b>6.1) 5 ภัยของการเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอล </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">6.1.1) จะมีระบบอัตโนมัติและทำให้คนตกงานมากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.1.2) ความไม่ไว้ใจในเทคโนโลยี เช่น การขับรถยนต์อัตโนมัติ การรักษาโรคจากหุ่นยนต์เทคโนโลยี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.1.3) ความกังวลในเรื่องความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.1.4) จะมีข่าวลวง (Fake New) ค่อนข้างเยอะ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.1.5) เราจะเสียเวลากับเรื่องออนไลน์มากเกินไปเพราะ มีตัวกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง </span></p>
<h3><b>6.2) 5 โอกาสของการเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอล </b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">6.2.1) สามารถสร้างความมั่นคั่งให้กับคนที่ใช้งานเป็นได้อย่างมหาศาล ทำให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ใช้เวลาสั้น มีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นกำไรดีขึ้น ความผิดพลาดน้อยลง ต้นทุนต่ำลง </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.2.2) มีข้อมูลมาใหม่ๆตลอดเวลาทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.2.3) เราจะมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้นและรับประสบการณ์ที่ดีได้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.2.4) มีสุขภาพที่ดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">6.2.5) ทำให้ธรรมชาติและสังคมสามารถดีขึ้น</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h2><b>7.วิธีการเตรียมพร้อมองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิตอล </b></h2>
<p><span style="font-weight: 400;">ในการเตรียมความพร้อมของการเข้าสู่ยุคดิจิตอลนั้นจะแบ่งไปตามอุตสาหกรรม รวมถึงลูกค้าของอุตสาหกรรมนั้นๆ  ซึ่งในหนังสือนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มดังนี้คือ </span></p>
<h3><b>7.1 กลุ่มดั้งเดิม (Origin)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้อาจจะไม่พร้อมมากนักที่จะเผชิญหน้ากับการเข้าสู่ที่ดิจิตอล เช่น อุตสาหกรรมโรงแรมและสุขภาพ ซึ่งจะต้องใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์หรือคนค่อนข้างเยอะ </span></p>
<h3><b>7.2 กลุ่มไปข้างหน้า (Onward)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้เตรียมพร้อมไปสู่ดิจิตอลมากๆ แต่ลูกค้ายังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมค้าปลีก Retailing</span></p>
<h3><b>7.3 กลุ่มออแกนิก (Organic)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้ยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ แต่ลูกค้าพร้อมจะไปสู่ดิจิตอลมากๆ นั่นคืออุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากงานวิจัยนั้นค้นพบว่าคนที่ซื้อรถยนต์นั้นมากกว่า 95% จะหาข้อมูลรถยนต์จากช่องทางดิจิตอลเป็นหลัก แต่มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของการซื้อจริงจะไปจบที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งการระบาดของโควิชนั้นทำให้การซื้อรถยนต์ออนไลน์ผ่าน Platform นั้นเกิดขึ้นอย่างมากเช่น Carvana และ Vroom </span></p>
<h3><b>7.4 กลุ่มเข้าถึงได้ทุกช่องทาง (Omni)</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">เป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและลูกค้างั้นพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิตอลมากๆหรือเข้าสู่มานานแล้ว เช่นบริการทางด้านการเงิน กลุ่ม Hi-tech </span></p>
<p>หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับสำหรับสรุปหนังสือ Marketing 5.0 เล่มนี้</p>
<p><a href="https://click.accesstrade.in.th/go/1V4DDRq8" target="_blank" rel="noopener">สามารถซื้อหนังสือได้ที่ลิงค์นี้</a></p>
<hr />
<p><strong>แนะนำบทความที่น่าสนใจ</strong></p>
<ul>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/richdad-poordad/">[สรุป+ไอเดีย] การเงินของ พ่อรวยสอนลูก</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/passive-income-salaryman/">สร้าง Passive Income สไตล์มนุษย์เงินเดือน [ฉบับละเอียด]</a></li>
<li><a href="https://www.bookintelligent.com/saving-100k/">[แชร์เทคนิค+How to] เริ่มต้นทำงาน ออมเก็บเงินอย่างไรให้ได้ 100,000 บาท ไวๆ</a></li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
		<post-id xmlns="com-wordpress:feed-additions:1">1294</post-id>	</item>
	</channel>
</rss>
